สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (5 พ.ย.) หลังจากมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งทำให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานชะงักงัน ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มกลับมาประเมินแนวโน้มที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอาจเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านอีกครั้ง
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.40 ดอลลาร์ หรือ 2.72% ปิดที่ 90.52 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 3.67 ดอลลาร์ หรือ 3.88% ปิดที่ 98.29 ดอลลาร์/บาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวหลังจากมีรายงานว่า การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. มีเรือถูกโจมตีอย่างน้อย 5 ลำ ส่วนในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา มีเรือถูกโจมตีจำนวนมากถึง 35 ลำ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้นในเดือนก.พ.ปีนี้
นักวิเคราะห์จากบริษัท Lipow Oil Associates กล่าวว่า รายงานเกี่ยวกับเรือบรรทุกน้ำมันที่ชนทุ่นระเบิดในตะวันออกกลาง หรือตกเป็นเป้าการถูกโจมตีด้วยโดรน ยังคงสร้างความกังวลให้กับตลาดน้ำมัน นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับท่าทีของอิหร่านที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ
สภาคองเกรสชุดใหม่ที่ควบคุมโดยพรรคเดโมแครตจะเข้ารับตำแหน่งในเดือนม.ค. 2570 ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Citgroup ระบุว่า ตลาดมีความกังวลว่าเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมผ่านพ้นไป ทำเนียบขาวอาจมุ่งเน้นไปที่การใช้อำนาจบริหารในนโยบายต่างประเทศและอาจยกระดับการทำสงครามกับอิหร่าน
ด้านนักวิเคราะห์จาก Eurasia Group ได้ปรับลดความน่าจะเป็นที่จะเกิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ลงเหลือ 10% จากเดิม 20% เนื่องจากอิหร่านยังคงยืนกรานในข้อเรียกร้องที่ทรัมป์ไม่อาจยอมรับได้ พร้อมกับคาดการณ์ว่า ทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ น่าจะยังคุมเชิงกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม Eurasia Group ได้ปรับลดความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านรอบใหม่ลงเหลือ 60% จากเดิม 65%
สำหรับความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ซาอุดีอาระเบียได้ออกคำเตือนล่าสุดในวันพฤหัสบดี เกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในเมืองยันบู ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันสู่ทะเลแดงของประเทศ เนื่องจากกลุ่มฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรกับอิหร่านยังคงโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง
ส่วนในอีกแนวรบหนึ่งนั้น ยูเครนได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซีย รวมถึงโรงกลั่นน้ำมันเรียซาน (Ryazan) ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถของรัสเซียในการส่งออกน้ำมันดีเซลภายใต้ข้อตกลงที่ทำร่วมกับรัฐบาลทรัมป์
โดย รัตนา พงศ์ทวิช





