World Today: สรุปประเด็นน่าติดตามประจำวันที่ 7 มีนาคม 2562

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลง 133.17 จุด หรือ 0.52% เมื่อคืนนี้ (6 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐขยายตัวต่ำกว่าคาดในเดือนก.พ. ขณะที่รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ "Beige Book" ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า ปัญหาชัตดาวน์ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง


-- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ "Beige Book" เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจใน 10 เขตจากทั้งหมด 12 เขตนั้น มีการขยายตัวเล็กน้อยถึงปานกลางในช่วงปลายเดือนม.ค.จนถึงก.พ.ปีนี้ ขณะที่เฟดสาขาฟิลาเดลเฟียและเซนต์หลุยส์ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจทรงตัว

รายงานของเฟดระบุว่า ราวครึ่งหนึ่งของเขตต่างๆที่ได้รับการสำรวจนั้น ระบุว่า การที่หน่วยงานของรัฐบาลปิดทำการชั่วคราวเนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ (ชัตดาวน์) ในช่วงปลายเดือนธ.ค. 2561 จนถึงเดือนม.ค. 2562 นั้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงในบางภาคส่วน ซึ่งรวมถึงธุรกิจค้าปลีก อุตสาหกรรมรถยนต์ ธุรกิจการท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร อุตสาหกรรมการผลิต และการบริการ


-- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยว่า ในการทดสอบภาวะวิกฤต (stress test) ของธนาคารพาณิชย์ครั้งต่อไปนั้น จะไม่มีการตรวจสอบ "เชิงคุณภาพ" หากธนาคารเหล่านั้นสามารถผ่านการตรวจสอบอย่างเพียงพอก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ การวิเคราะห์และตรวจสอบเงินทุนที่ครอบคลุม (CCAR) กำหนดให้ธนาคารต่างๆ ต้องผ่านการทดสอบทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้ทำการซื้อคืนหุ้น และ/หรืออนุมัติแผนการจ่ายเงินปันผล แต่ในขณะนี้ เฟดจะยกเลิกการทดสอบดังกล่าวสำหรับธนาคารที่ผ่านการทดสอบ CCAR มาเป็นปีที่ 4


-- สื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อให้สหรัฐและจีนสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้า เนื่องจากเขาหวังว่า การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลให้ตลาดหุ้นทะยานขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขาในปีหน้า

ด้านนายหลู จีเหว่ย รมว.การคลังจีน เปิดเผยว่า จีนจะไม่ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐในการบรรลุข้อตกลง โดยระบุว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐบางประการ "เป็นอันตรายอย่างมาก" โดยล่าสุดองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ และปีหน้า สู่ระดับ 3.3% และ 3.4% ตามลำดับ เนื่องจากผลกระทบของการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน


-- ธนาคารของยุโรปหลายแห่งถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการฟอกเงินของกลุ่มอาชญากรในรัสเซีย โดยธนาคารที่ถูกระบุว่ามีส่วนพัวพันกับการฟอกเงินของรัสเซียได้แก่ ธนาคารดันสเก้ แบงก์ของเดนมาร์ก ธนาคารสเวดแบงก์ เอบีของสวีเดน ธนาคารเรฟไฟเซน แบงก์ อินเตอร์เนชันแนล เอจีของออสเตรีย และธนาคารหลายแห่งของเนเธอร์แลนด์

รายงานข่าวระบุว่า เครือข่ายธนาคารได้ถูกใช้เพื่อโอนเงินจากกลุ่มอาชญากรในรัสเซียไปยังประเทศในยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่จะผ่านทางเอสโทเนียและลิธัวเนีย โดยข่าวอื้อฉาวดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมธนาคารของยุโรปที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการเงิน นอกจากนี้ ยังได้ฉุดราคาหุ้นของธนาคารในยุโรปร่วงลงอีกด้วย โดยคาดว่า กลุ่มอาชญากรในรัสเซียได้ใช้ช่องทางดังกล่าวในการโอนเงินมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีองค์กรกลางใดที่ได้รับมอบหมายให้จัดการกับปัญหาดังกล่าว


-- หัวเว่ย เทคโนโลยี่ ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐที่สั่งห้ามไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลใช้สินค้าของบริษัท โดยหัวเว่ยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โดยหัวเว่ยได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อศาลแขวงของรัฐบาลกลางในรัฐเท็กซัส

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐได้แสดงความกังวลว่า สินค้าของหัวเว่ยอาจเป็นช่องทางที่นำไปสู่การสอดแนมและรบกวนเครือข่ายการสื่อสาร ด้วยเหตุนี้ทางการสหรัฐจึงผลักดันให้บรรดาประเทศพันธมิตรกีดกันสินค้าของหัวเว่ยออกจากระบบจัดซื้อของรัฐบาลเช่นกัน


-- ธนาคารกลางแคนาดามีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.75% ในการประชุมล่าสุด โดยระบุว่า เศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ธนาคารกลางแคนาดาคงอัตราดอกเบี้ยมาตั้งแต่เดือนต.ค. 2561 หลังจากปรับขึ้น 5 ครั้งนับตั้งแต่กลางปี 2560 สู่ระดับ 1.75%


-- ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 183,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 185,000 ตำแหน่ง

ส่วนการจ้างงานในเดือนม.ค.มีการปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 300,000 ตำแหน่ง จากเดิมรายงานที่ระดับ 213,000 ตำแหน่ง

การจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น 139,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. ส่วนภาคการผลิตมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 44,000 ตำแหน่ง


-- กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 10 ปีในปีที่แล้ว โดยจีนนับเป็นประเทศคู่ค้าที่สหรัฐขาดดุลการค้ามากที่สุด ตามมาด้วยเม็กซิโก, เยอรมนี และญี่ปุ่น

ทั้งนี้ สหรัฐขาดดุลการค้า 6.210 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขขาดดุลการค้าสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 หลังจากที่ขาดดุลการค้า 5.523 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2560


-- จับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่มีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ โดยออสเตรเลียจะเปิดเผยดุลการค้าเดือนม.ค. และยอดค้าปลีกเดือนม.ค. ขณะที่อังกฤษเตรียมเปิดเผยดัชนีราคาบ้านเดือนก.พ.จากฮาลิแฟกซ์ และอียูเตรียมเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2561 (ประมาณการครั้งที่ 3) ทางด้านสหรัฐจะเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และผลิตภาพ-ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยไตรมาส 4/2561

ส่วนในวันพรุ่งนี้ ญี่ปุ่นเตรียมเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2561 ขณะที่จีนเตรียมเปิดเผยดุลการค้าเดือนก.พ. ทางด้านสหรัฐเตรียมเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.พ. ขณะที่ผลการสำรวจนักวิเคราะห์ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 180,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ.