*(เพิ่มเติม) สมาชิกรัฐสภาเปิดฉากเลือกนายกฯ พปชร.เสนอชื่อ"ประยุทธ์"-อนาคตใหม่เสนอชื่อ"ธนาธร"

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เริ่มการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เพื่อพิจารณาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดย ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ขณะที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเสียงคัดเลือก

หลังจากนั้นสมาชิกรัฐสภาได้สลับสับเปลี่ยนกันอภิปรายในประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ ซึ่งขณะนี้ผ่านมาเป็นเวลามากกว่า 5 ชั่วโมงแต่ยังไม่สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการออกเสียงลงมติได้ โดยการอภิปรายถึงความเหมาะสมของคุณสมบัติผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้ง 2 รายยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการประท้วงเป็นระยะ

สมาชิกรัฐสภาหลายรายระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติต่อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(15) โดยนายขจิต ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือพนักงานอื่นของรัฐ อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หัวหน้าพรรคเกียน ยื่นต่อศาลกรณีไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่คำตัดสินของศาลระบุว่านายสมบัติต้องไปรายงานตัวตามคำสั่ง เพราะเป็นคำสั่งที่มาจากเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจ รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ ยังรับเงินเดือนประจำ

นอกจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีที่ระบุในคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีจะต้องเลื่อมใสในระบอบปกครองประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจจากประชาชนและฉีกรัฐธรรมนูญ

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าว่า ส.ส.จาก 7 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตยไม่สามารถเห็นชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง มีผลประโยชน์ขัดกันเพราะใช้อำนาจตั้ง ส.ว.รวมถึงการบริหารราชการที่ผ่านมาพบความล้มเหลว ใช้การบริหารงานแบบรัฐราชการศูนย์กลาง ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันคุณลักษณะที่จะต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์นั้นพบว่าในภาพกว้าง พล.อ.ประยุทธ์ บริหารราชการที่กระทบกับประโยชน์ประเทศและประชาชน

ขณะที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายว่า ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้าถือว่าเป็นความผิดฐานกบฎตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 แต่ต่อมาได้เขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 นิรโทษกรรมให้กับตนเอง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาร่วมลงมติไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อยุติการสืบทอดอำนาจ และป้องกันเหตุการณ์โศกนาฏกรรมทางการเมือง เหมือนเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 ขณะที่ ส.ว. ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้วถือว่าเป็นอิสระ ขอให้ใช้โอกาสทองลงมติไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์

ขณะที่ฝั่งสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จากพรรคพลังประชารัฐ และ ส.ว.อภิปรายรับรองคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ พร้อมสนับสนุนการให้ดำรงตำแหน่งต่อไป เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหารราชการแผ่นดินและสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีผลงานหลายด้านที่สามารถผลักดันได้สำเร็จในช่วงทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เช่น สามารถระบายสต๊อกข้าวได้หมด หรือ ผลักดันโครงการรถไฟฟ้าได้สำเร็จหลายสาย

นอกจากนั้นยังมีการอภิปรายไม่สนับสนุนนายธนาธรเป็นนายกฯ เพราะคุณสมบัติไม่ครบ โดย พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า หากรัฐสภาเลือกนายธนาธรเป็นนายกฯ จะมีความวุ่นวาย เนื่องจากมีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ในสภาฯ

นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีความเป็นผู้นำสูง มีความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ และไม่เคยแบ่งฝักฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามากอบกู้สถานการณ์ที่ไม่ปกติในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง ทำให้ประเทศไทยมีความสงบเรียบร้อยตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ติดดิน ประชาชนเข้าถึง พึ่งได้ และไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนเข้าไปถึงในตรอกซอกซอย เข้าไปสัมผัสชีวิตของคนในสลัมคลองเตย เข้าไปถึงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ยังดำเนินนโยบายและโครงการใหญ่ๆ ให้กับประเทศ พร้อมขอร้องอย่าสร้างวาทกรรมสืบทอดเผด็จการ เพราะทุกคนเข้ามาในกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย

นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ชี้ให้เห็นจุดเด่นของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีความพร้อมปฏิบัติงาน และหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ต้องจัดทัพใหม่ ไม่ต้องมีการโยกย้ายข้าราชการใหม่ สามารถปฏิบัติงาน แก้ไขปัญหาให้ของประเทศ และประชาชนได้ทันที โดยยอมรับว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะที่ผ่านมาเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ