ปลัดพาณิชย์ประชุม"วอร์รูม"นัดแรก รับมือสงครามการค้า-วางกรอบการทำงาน ก่อนเสนอกรอ.พาณิชย์ ก.ย.62

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือคณะทำงานรองรับสถานการณ์การค้า (War Room) ครั้งแรกวันนี้ ตามที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานได้มอบหมายไว้ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา

การจัดตั้งคณะทำงานวอร์รูม มีเป้าหมายเพื่อติดตามสถานการณ์การค้าสำคัญ โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ส่งผลกระทบทางด้านการค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งไทยต้องหาแนวทางการรับมือที่เหมาะสมทั้งเชิงรุกและเชิงรับสำหรับระยะสั้นและระยะยาว นอกจากเรื่องสงครามการค้าแล้ว ที่ประชุม กรอ.พาณิชย์ ได้มอบให้คณะวอร์รูม หาแนวทางปลดล็อคปัญหาอุปสรรคการค้าด้านต่าง ๆ เพื่อผลักดันการส่งออกและการค้าชายแดน โดยจะรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ.พาณิชย์ เป็นประจำทุกเดือน

ที่ประชุมวันนี้ได้หารือถึงองค์ประกอบ หน้าที่ความรับผิดชอบ และแนวทางการดำเนินงานของคณะทำงานวอร์รูม ว่าจะมุ่งเน้นมาตรการหรือการดำเนินการที่เกิดผลรวดเร็วในระยะสั้น (3-6 เดือน) และระยะกลาง (1 ปี) ในขณะเดียวกัน จะไม่ละเลยประเด็นเชิงยุทธศาสตร์หรือนโยบายระยะยาว โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและแสดงความเห็นในประเด็นการค้าที่ต้องเร่งผลักดันต่อจากที่ประชุม กรอ.พาณิชย์ อาทิ

1. การรับมือสงครามการค้า ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านการรับมือเบี่ยงเบนทางการค้า การรุกตลาดและการส่งออก การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการลงทุน โดยมีสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าเป็นฝ่ายเลขานุการ

2. การส่งเสริมการส่งออก การส่งเสริมตลาดและ SMEs อาทิ การจัดทำกลยุทธ์รายสินค้า/รายตลาด รอบ 3 - 6 เดือน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเอกชนและทูตพาณิชย์ และการช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่หรือการประกันความเสี่ยง โดยมีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเป็นแกนหลัก

3. การค้าชายแดน โดยใช้กลไกคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และกรมการค้าต่างประเทศเป็นเลขานุการ เพื่อหารือกับประเทศเพื่อนบ้านหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปลดล็อคกฎระเบียบหรืออุปสรรคต่างๆ โดยเร็วที่สุด

4. การเจรจา FTA และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งระดับทวิภาคี พหุภาคี หรือภูมิภาค เช่น RCEP ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถาน ไทย-ศรีลังกา ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-สหราชอาณาจักร โดยมีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก

5. การอำนวยความสะดวกทางการค้า อาทิ การผลักดันให้ National Single Window เสร็จสมบูรณ์ และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (National Digital Trade Platform) ของภาคเอกชน และการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศ/สนค. จะเป็นแกนกลางประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6. กฎหมาย ระเบียบ และมาตรการทางการค้า อาทิ การติดตามและแจ้งเตือนอุปสรรคมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTBs/NTMs) ของกลุ่มประเทศในอาเซียน การแก้ไขปัญหาการค้ากับอินเดียซึ่งใช้พิกัดศุลกากรที่ล้าหลังและไม่ตรงกับไทย ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศจะช่วยกันดำเนินการ

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่า นอกจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เป็นประเด็นสำคัญของวอร์รูมแล้ว ประเด็นความไม่แน่นอนอื่น ๆ เช่น การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ก็เป็นปัจจัยกดดันภาพรวมเศรษฐกิจการค้าโลก และกระทบต่อโครงสร้างการส่งออกของไทยในทั้งช่วงปลายปีนี้และในอนาคต ภาคเอกชนในวันนี้ก็ได้รับทราบความคืบหน้าของการเตรียมการเจรจา FTA ต่าง ๆ ซึ่งตนได้ย้ำให้หน่วยงานภาครัฐเตรียมระบบรองรับความตกลงที่จะเจรจาเสร็จเร็ว ๆ นี้ เช่น RCEP ให้เอกชนสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยเร็วที่สุด โดยขอให้ฝ่ายภาคเอกชนกระจายข้อมูลข่าวสารให้ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกเตรียมส่งออกด้วย

คณะทำงานวอร์รูมจะเน้นการดำเนินงานที่คล่องตัว ให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชนให้เป็นระบบมากขึ้น พร้อมตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อปลดล็อคอุปสรรคการค้า และหาโอกาสผลักดันสินค้าและรุกตลาดต่าง ๆ ที่มีศักยภาพโดยเร็ว เพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นที่อาจเข้ามารุกตลาดเดียวกันกับไทย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานวอร์รูมอย่างเป็นทางการ และจะนำประเด็นทางการค้าและข้อเสนอที่ได้จากการประชุมในวันนี้มาจัดกลุ่มและลำดับเวลา (Quick win/ระยะสั้น/ระยะกลาง) เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ และรายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม กรอ.พาณิชย์ครั้งต่อไป ภายในปลายเดือน ก.ย.62