ดาวโจนส์พลิกดีดสู่แดนบวก ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากพุ่งขึ้นวานนี้

ดัชนีดาวโจนส์พลิกดีดตัวสู่แดนบวก หลังร่วงลงในการซื้อขายช่วงแรก โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังคงปรับตัวขึ้น ต่อเนื่องจากที่พุ่งขึ้นอย่างมากวานนี้

ณ เวลา 21.38 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 26,341.14 จุด บวก 71.25 จุด หรือ 0.27%

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 500 จุดเมื่อคืนนี้ ขานรับตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว หลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์

ส่วนในวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

ทั้งนี้ ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันนี้ แต่ได้เพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการฉุกเฉินอีก 6 แสนล้านยูโร เพื่อเยียวยาเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

วงเงินดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5 แสนล้านยูโร

ECB จัดการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ โดยที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% โดยเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ระดับ -0.50% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25%

อย่างไรก็ดี ECB มีมติเพิ่มวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามโครงการ Pandemic Emergency Purchase Programme (PEPP) อีก 6 แสนล้านยูโร สู่ระดับ 1.35 ล้านล้านยูโร

ทางด้านกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 1.877 ล้านรายในสัปดาห์ที่แล้ว โดยลดลงต่ำกว่าระดับ 2 ล้านรายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐได้ผ่านพ้นภาวะเลวร้ายที่สุดที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แม้ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.8 ล้านราย

ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่มีการรายงานในวันนี้ถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 6.9 ล้านรายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 มี.ค.

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันพรุ่งนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะลดลง 8.33 ล้านตำแหน่ง และคาดว่าอัตราการว่างงานจะพุ่งขึ้นสู่ระดับ 19.5%

ขณะเดียวกัน นักลงทุนรอการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า โดยจะจับตามุมมองของเฟดต่อเศรษฐกิจสหรัฐ รวมทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ย