โบรกฯ มองต่างมุมหลัง SET ผ่านจุดต่ำสุด Q2/63 โอกาสหลุด-ไม่หลุดแนวรับ 1,300 จุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส กล่าวในการเสวนาหัวข้อ "หุ้นเด็ด โค้งท้ายปี"ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 2/63 สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่ติดลบไปถึง 12.2% ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ เพราะการใช้จ่ายภาครัฐและการบริโภคไม่ได้ลดลงไปเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่ประเมินว่า SET Index ในปีนี้จะไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,300 จุด โดยคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะกลับมาทำได้ราว 2 แสนล้านบาทต่อไตรมาส จากช่วงครึ่งปีแรกที่มีกำไรรวมกัน 2 ไตรมาสอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย และมาตรการปิดเมือง (Lockdown) ได้ผ่อนคลายไปค่อนข้างมากแล้ว ขณะเดียวกันมองว่าการผลิตวัคซีนจะค่อยๆ มีพัฒนาการออกมาให้เห็นความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเงินออมและเงินฝากประจำที่มีมากถึง 15.5 ล้านล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนไม่กล้านำเงินออกมาอยู่ในความเสี่ยงมากๆ แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความเสี่ยงเริ่มลดลง ดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ และราคาหุ้นยังถูก จึงมีโอกาสที่เงินทุนที่อยู่ในรูปของเงินฝากและเงินออมจะไหลมายังการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากขึ้น

ขณะที่เงินทุนต่างชาติมองว่ามีโอกาสไหลกลับมาลงทุนในประเทศไทยได้ หลังจากไหลออกไปอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เหลือสัดส่วนการถือครองเพียง 26% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากๆ แล้ว

นายเทิดศักดิ์ แนะนำหุ้นในกลุ่มปันผลเกิน 4% คือ DCC ,MCS และ INTUCH หุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก BEM และ EIF หุ้นที่มีปัจจัยบวกในอนาคต STGT ,AAV และ CRC

แต่อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าควรติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ปัจจุบันมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง และไม่สามารถที่จะคาดเดาได้

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล. ไทยพาณิชย์ คาดว่า SET Index ในปีนี้โอกาสปรับลดลงไปที่ 1,270-1,280 จุด เนื่องจากผลประกอบการของ บจ.ยังไม่มีเสถียรภาพ บางธุรกิจกำไรสุทธิหายไปถึง 80% บางธุรกิจหายไป 20% จึงแนะนำให้เลือกลงทุนหุ้นเป็นรายตัวเป็นหลัก เนื่องจากแต่ละธุรกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 แตกต่างกัน

สำหรับสาเหตุที่มองว่าดัชนีจะปรับตัวลดลง เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงกระทบกับกลุ่มธุรกิจหลักในตลาดหุ้นไทย แม้ว่าการระบาดระลอกสอง ระลอกสาม เชื่อว่าจะไม่รุนแรงมากเท่ากับครั้งแรก ขณะที่การปรับตัวขึ้นของดัชนีคงทำได้ไม่มากนัก เนื่องจากสัดส่วนหลักของดัชนีตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ค่อนข้างมาก

พร้อมกันนี้คาดว่าความคืบหน้าของการพัฒนาการผลิตวัคซีนโควิด-19 จะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. หากสำเร็จก็จะเป็นปัจจัยบวกครั้งใหญ่ให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก แม้เชื่อว่าไวรัสโควิด-19 จะไม่หายไปไหน แต่ความน่ากลัวของการแพร่ระบาดจะลดลง

พร้อมแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีทิศทางการฟื้นตัว สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี มีความสามารถในการลดค่าใช้จ่าย สะท้อนศักยภาพของบริษัทในอนาคต โดยแนะนำ GFPT, BEM, BCH, GPSC และ WICE อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งในประเทศสหรัฐว่าจะออกมาในทิศทางใด ซึ่งจะเป็นผลกระทบต่อนโยบายต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้านนายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า มีโอกาสที่ SET Index จะปรับตัวลดลงมาที่ 1,260-1,280 จุดได้ โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทยพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลทั่วโลกมีความจำเป็นที่จะต้องนำเงินไปใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต่างกัน แนะนำหุ้นที่มีโอกาสเติบโต เช่น STGT, CPF, WHAUP, BCH, THRE และ SUPER