World Today: ประเด็นข่าวต่างประเทศน่าติดตามวันนี้

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุม 2 วันไปเป็นวันพฤหัสบดีนี้ จากเดิมที่มีกำหนดเสร็จสิ้นในวันนี้ (1 ธ.ค.) เนื่องจากประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปกพลัสมีความเห็นที่ขัดแย้งกันอย่างมากเกี่ยวกับนโยบายการผลิตน้ำมันในการประชุมเมื่อวานนี้

ทั้งนี้ โอเปกพลัสมีกำหนดจัดการประชุมกำหนดนโยบายการผลิตน้ำมันในวันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค. แต่ทางกลุ่มได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 3 ธ.ค. เพื่อให้ประเทศสมาชิกมีเวลามากขึ้นในการปรึกษาหารือกัน หลังจากที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับนโยบายการผลิตน้ำมัน ขณะที่บรรยากาศการประชุมก็เป็นไปอย่างตึงเครียด


-- บิตคอยน์พุ่งทะลุระดับ 19,800 ดอลลาร์เมื่อคืนนี้ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากดิ่งลงใกล้หลุด 16,000 ดอลลาร์ในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าในสัปดาห์ที่แล้ว

ณ เวลา 22.42 น.ตามเวลาไทยวานนี้ บิตคอยน์พุ่งขึ้น 1,134.75 ดอลลาร์ หรือ 6.17% สู่ระดับ 19,520 ดอลลาร์ ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์มของ CoinDesk หลังจากทะยานขึ้นแตะระดับ 19,843 ดอลลาร์ก่อนหน้านี้ สูงกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่ระดับ 19,783 ดอลลาร์

ทั้งนี้ บิตคอยน์นับเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ทำราคาดีที่สุดในปีนี้ โดยพุ่งขึ้นถึง 186% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ขณะที่ในเดือนพ.ย. ราคาของบิตคอยน์ได้พุ่งขึ้นมากกว่า 40%


-- นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐแถลงวานนี้ว่า เขาได้เสนอชื่อนางเจเน็ต เยลเลน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังสหรัฐ โดยหากได้รับการยืนยันจากวุฒิสภา นางเยลเลนจะเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังสหรัฐในรอบ 231 ปี

นอกจากนี้ นายไบเดนยังได้เสนอชื่อผู้ที่จะเข้าร่วมทีมเศรษฐกิจของเขาเมื่อวานนี้ด้วย โดยระบุว่าทีมดังกล่าวจะช่วยเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งจะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นจากวิกฤตการณ์ดังกล่าว


-- นักวิเคราะห์จากดอยช์แบงก์ระบุว่า ราคาน้ำมันจะทรุดตัวลงถึง 10% หากที่ประชุมโอเปกพลัสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิต 2 ล้านบาร์เรล/วันออกไปอีก 3-4 เดือน

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส จะหารือกันเกี่ยวกับนโยบายการผลิตน้ำมันในสัปดาห์นี้ โดยโอเปกพลัสจะประชุมกันอีกครั้งในวันพฤหัสบดีนี้หลังจากไม่สามารถตกลงกันได้เมื่อวานนี้


-- โมเดอร์นา อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐแถลงวานนี้ว่า ทางบริษัทเตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เพื่อขออนุมัติการใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของทางบริษัทเป็นกรณีฉุกเฉิน หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลใหม่ยืนยันว่าวัคซีนดังกล่าวมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ 94.1% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19

ทั้งนี้ โมเดอร์นานับเป็นบริษัทยาแห่งที่ 2 ที่ยื่นขออนุมัติการใช้วัคซีนโควิด-19 เป็นกรณีฉุกเฉิน หลังจากที่ไฟเซอร์ได้ยื่นเรื่องก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 พ.ย. โดยการยื่นขออนุมัติดังกล่าว จะทำให้ชาวอเมริกันได้รับวัคซีนของโมเดอร์นาในเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์


-- ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณยอมรับว่าเขามีความหวังเพียงริบหรี่ที่จะได้รับชัยชนะจากการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย

"ปัญหาคือ มันเป็นเรื่องยากที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้ไปถึงศาลฎีกา ผมมีทนายความที่ดีที่สุดที่จะสู้ถึงศาลฎีกา ถ้าคดีนี้ไปถึงศาลดังกล่าว แต่พวกเขาก็กล่าวว่า 'มันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำการยื่นฎีกา'" ปธน.ทรัมป์กล่าววานนี้ในรายการ "Sunday Morning Futures" ของสถานีฟ็อกซ์ ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกของปธน.ทรัมป์ นับตั้งแต่ที่เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อนายโจ ไบเดน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครต


-- นายอเล็กซ์ อาซาร์ รมว.สาธารณสุขสหรัฐกล่าวว่า ชาวอเมริกันจะได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ของบริษัท 2 แห่งเป็นครั้งแรกก่อนเทศกาลคริสต์มาสในเดือนนี้

นายอาซาร์เปิดเผยเรื่องดังกล่าว หลังจากที่โมเดอร์นานับเป็นบริษัทยาแห่งที่ 2 ที่ยื่นขออนุมัติการใช้วัคซีนโควิด-19 เป็นกรณีฉุกเฉินต่อสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA)

นอกจากนี้ นายอาซาร์ยังระบุว่า เขาและรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ได้จัดการประชุมกับบรรดาผู้ว่าการรัฐต่างๆ เมื่อวานนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการแจกจ่ายวัคซีนดังกล่าว โดยจะมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับวัคซีนก่อนกลุ่มอื่น


-- จับตาข้อมูลเศรษฐกิจในวันนี้ เกาหลีใต้เปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2563 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) ขณะที่ไฉซินเตรียมเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนพ.ย.ของจีน และธนาคารกลางออสเตรเลียประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย ทางด้านมาร์กิตเตรียมเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนพ.ย.ของฝรั่งเศส เยอรมนี อียู และอังกฤษ ขณะที่สหรัฐมีกำหนดเปิดเผยดัชนีภาคการผลิตเดือนพ.ย. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) และการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนต.ค.

ส่วนในวันพรุ่งนี้ เกาหลีใต้จะเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนพ.ย., ออสเตรเลียเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2563, อียูเปิดเผยอัตราว่างงานเดือนต.ค., สหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนพ.ย.จาก ADP, ดัชนีภาวะธุรกิจนิวยอร์กเดือนพ.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (เช้าวันที่ 3 ธ.ค.)