World Today: ประเด็นข่าวต่างประเทศน่าติดตามวันนี้

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ โดยได้แรงหนุนจากตัวเลขว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐที่ลดลงมากกว่าคาด รวมทั้งความหวังเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ อย่างไรก็ดี ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลหลังจากบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ประกาศลดเป้าหมายการจัดส่งวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในปีนี้ ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ฉุดราคาหุ้นไฟเซอร์ปิดตลาดร่วงลงกว่า 1.7%


-- บริษัทไฟเซอร์ คาดการณ์ว่า ทางบริษัทจะสามารถจัดส่งวัคซีนต้านโควิด-19 ได้เพียง 50 ล้านโดสเท่านั้นในปีนี้ ซึ่งลดลงครึ่งหนึ่งจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะจัดส่งได้ 100 ล้านโดส เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับซัพพลายเชน รวมทั้งพบว่าการขนส่งวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตวัคซีนนั้น ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐาน


-- จับตาตลาดหุ้นเอเชียวันนี้ คาดปรับตัวลดลงเนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลหลังจากบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ประกาศลดเป้าหมายการจัดส่งวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ในปีนี้


-- ที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส มีมติคงนโยบายลดการผลิต โดยที่ประชุมโอเปกพลัสมีมติปรับลดกำลังการผลิต 7.2 ล้านบาร์เรล/วัน จากปัจจุบันที่ระดับ 7.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะทำให้มีน้ำมันดิบไหลเข้าสู่ตลาดโลกเพียง 500,000 บาร์เรล/วัน

มติดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนม.ค.ปีหน้าเป็นต้นไป


-- Worldometer ซึ่งเป็นเว็บไซต์รายงานข้อมูลล่าสุดที่มีการรวบรวมจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก ระบุว่า ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกขณะนี้อยู่ที่ 65,171,793 ราย และยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,505,594 ราย

สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สูงสุดในโลก (14,349,300) รองลงมาคืออินเดีย (9,556,881), บราซิล (6,436,650), รัสเซีย (2,375,546) และฝรั่งเศส (2,244,635)

ส่วนประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านราย ได้แก่ สเปน สหราชอาณาจักร อิตาลี อาร์เจนตินา โคลอมเบีย เม็กซิโก เยอรมนี โปแลนด์ และอิหร่าน


-- กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมาแถลงว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีจำนวน 1,418 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 95,018 ราย

นอกจากนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 30 ราย สู่ระดับ 2,028 ราย

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมียนมาได้พุ่งขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรกเพียง 2 รายในวันที่ 23 มี.ค.


-- กระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีจำนวน 8,369 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 557,877 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

ขณะนี้ การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ลุกลามไปทั้ง 34 จังหวัดของอินโดนีเซีย

ส่วนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่มีจำนวน 156 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตรวม 17,355 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดในอาเซียนเช่นกัน


-- นายเวนเดล อาวิซาโด รัฐมนตรีงบประมาณของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลง 8.5-9.5% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ทรุดตัวลงมากที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขณะที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลฟิลิปปินส์คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลง 5.5% ในปีนี้


-- สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 712,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเดือนมี.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 780,000 ราย จากระดับ 787,000 รายที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ต่ำกว่า 800,000 รายเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน หลังจากที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์แตะระดับ 6.9 ล้านรายในช่วงปลายเดือนมี.ค. โดยได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้ภาคธุรกิจปิดกิจการ และมีการปลดพนักงานจำนวนมาก


สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 55.9 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. จากระดับ 56.6 ในเดือนต.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 56.0

ดัชนีภาคบริการของสหรัฐถูกกดดันจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่ แม้การจ้างงานฟื้นตัวขึ้น

อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการ


ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 58.4 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2558 จากระดับ 56.9 ในเดือนต.ค.

ดัชนี PMI ยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคบริการของสหรัฐมีการขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการดีดตัวของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน ขณะที่ความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2557


-- สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญวันนี้ ทางการสหรัฐเตรียมรายงานดุลการค้าเดือนต.ค. และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย. เวลา 20.30 น. ตามเวลาไทย โดยนักวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา คาดการณ์ว่า ตัวเลขจางงานเดือนพ.ย.จะเพิ่มขึ้นเพียง 150,000 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ที่พุ่งขึ้น 638,000 ตำแหน่ง