เอเซีย พลัส มอง SET ก.ย.แรงกดดันลดลง ให้เป้าสิ้นปี 1,450 ลุ้นมาตรการกระตุ้นศก.-ท่องเที่ยวฟื้นหนุน

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) เดือน ก.ย.นี้ คาดว่าแรงกดดันจากโควิด-19 จะผ่อนคลายลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิตทั่วโลกเริ่มเห็นสัญญาณลดลง และมีความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนและยารักษาโรคอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสเห็นกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพยเสี่ยง(Risk Asset) มากขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติชะลอการขายหุ้นในตลาดหุ้นไทย และยังมีสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยต่ำเพียง 26% ส่งผลให้แรงกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติผ่อนคลายลง

ขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยคาดว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 2/63 และคงจะไม่เห็นการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) จากหน่วยงานต่างๆ เพิ่มเติมหลังจากลดลงมาเหลือหดตัว 7-8% จากต้นปีที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 10%

นอกจากนั้น จากการผ่อนคลายล็อกดาวน์หลังจากประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ดี โดยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศตั้งแต่ปลายพ.ค.ที่ผ่านมาทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น แม้ว่าอาจจะมีผลกระทบในเรื่องของกำลังซื้อในประเทศยังชะลอตัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับมากดดันภาคธุรกิจอยู่บ้างก็ตาม

ส่วนปัจจัยกดดันจากสงครามเทคโนโลยี (Tech War) ระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังจากสหรัฐฯจะแบน TikTok และ Wechat เริ่มผ่อนคลายลงบ้างหลังจากเรื่องนี้ยังไม่มีความคืบหน้าออกมาชัดเจน และตลาดรับทราบข่าวไปค่อนข้างมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แรงกดดันลดลง และตลาดหุ้นทั่วโลกคาดว่ายังได้รับปัจจัยหนุนจากการดำเนินมาตรการนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทำให้มีสภาพคล่องออกยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น

อย่างไรก็ตาม ยังต้องระวังความเสี่ยงจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศที่มีแรงกดดันจากการจัดชุมนุมกดดันรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการจัดนุมของกลุ่มเยาวชน ประเด็นทางสังคมต่างๆ และรอยร้าวระหว่างพรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งหากเกิดข้อพิพาททางการเมืองบานปลายมากขึ้นก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยกลับมาถดถอยได้ ซ้ำเติมปัจจัยที่ได้รับผลกระทบมาจากโควิด-19 ซึ่งปัจจัยการเมืองในประเทศถือเป็นปัจจัยที่มีความอ่อนไหวส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความมั้นใจในการลงทุนตลาดหุ้น

เอเซีย พลัส ยังมอง SET Index สิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,450 จุด คาดว่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของดัชนีชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/63 หากการควบคุมโควิด-19 ในประเทศไทยยังทำได้ดีต่อเนื่อง และสามารถเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจากบางประเทศเข้ามาท่องเที่ยวได้ พร้อมกับความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ที่จะเข้ามาช่วยหนุน และการเยียวยากลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อเนื่อง

สำหรับกลุ่มหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนยังเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจอาหารทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ เช่น CPF และ TFG เพราะการบริโภคอาหารเนื้อสัตว์ยังมีการเติบโตต่อเนื่องหลังจากคลายล็อกดาวน์ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น STGT ที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกยังสูงมาก ส่วนกลุ่มที่ต้องระมัดระวัง คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ยังไม่เห็นความชัดเจนของแนวโน้ม NPL เพราะยังอยู่ในช่วงมาตรการการพักชำระหนี้