ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดร่วง 390.51 จุด หลังสื่อสหรัฐกังขาวัคซีนของ"Moderna"

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงเกือบ 400 จุดเมื่อคืนนี้ (19 พ.ค.) หลังจาก Stat News ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวด้านสุขภาพของสหรัฐรายงานว่า ผลทดลองวัคซีนของบริษัท Moderna ยังไม่ชัดเจนพอที่จะประเมินประสิทธิภาพในการต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ฉุดราคาหุ้น Moderna ทรุดตัวลงกว่า 10% และยังทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของแนวโน้มวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจน์ปิดที่ 24,206.86 จุด ร่วงลง 390.51 จุด หรือ -1.59% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,922.94 จุด ลดลง 30.97 จุด หรือ -1.05% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 9,185.10 จุด ลดลง 49.73 จุด หรือ-0.54%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดในแดนลบ หลังจาก Stat News รายงานโดยอ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพว่า ข้อมูลของบริษัท Moderna เกี่ยวกับการทดลองทางคลินิกขั้นต้นในการฉีดวัคซีน mRNA-1273 เพื่อต้านไวรัสโควิด-19 ให้กับผู้เข้าร่วมทดลอง 45 รายนั้น ไม่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าว

Stat News ระบุว่า ข้อมูลที่ขาดไปนั้น รวมถึงข้อมูลการตอบสนองต่อวัคซีนของบรรดาอาสาสมัครทั้ง 45 ราย เนื่องจาก Moderna รายงานผลการวิเคราะห์แอนติบอดีของอาสาสมัครเพียง 8 ราย และ ข้อมูลเกี่ยวกับอายุของอาสาสมัคร 8 รายที่ได้รับการวิเคราะห์แอนติบอดี ซึ่งถือเป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไวรัสโควิด-19 เป็นภัยร้ายแรงต่อผู้สูงอายุถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งนี้ รายงานข่าวดังกล่าวได้ฉุดราคาหุ้น Moderna ปิดตลาดดิ่งลง 10.41%

หุ้นวอลมาร์ท ร่วงลง 2.22% หลังจากวอลมาร์ทเปิดเผยว่า ทางบริษัทมีค่าใช้จ่ายสูงเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 อันเนื่องมาจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาด อย่างไรก็ดี วอลมาร์ทระบุว่า บริษัทมีกำไรในไตรมาส 1 อยู่ที่ 1.18 ดอลลาร์/หุ้น ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยได้ปัจจัยหนุนจากยอดขายผ่านระบบออนไลน์ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์

หุ้นโคห์ลส์ คอร์ป ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ร่วงลง 7.65% หลังจากบริษัทเปิดเผยตัวเลขขาดทุน 3.20 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 1 ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.80 ดอลลาร์/หุ้น โดยได้รับผลกระทบจากการที่บริษัทต้องปิดสาขาในช่วงที่มีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 หุ้นโฮม ดีโปท์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ร่วงลง 2.67% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรในไตรมาส 1 ที่ระดับ 2.08 ดอลลาร์/หุ้น ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.27 ดอลลาร์/หุ้น โดยได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

หุ้นเฟซบุ๊ก ดีดตัวขึ้น 1.7% หลังจากบริษัทประกาศเปิดตัว "Facebook Shops" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะเริ่มใช้งานในสหรัฐในช่วงฤดูร้อนนี้

นักลงทุนซึมซับข่าวนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ซึ่งเข้าให้การต่อสภาคองเกรสเมื่อวานนี้ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการของเฟดและของรัฐบาลในการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ในระหว่างการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการธนาคาร การเคหะ และชุมชนเมือง ประจำวุฒิสภาสหรัฐนั้น นายมนูชินได้กล่าวปกป้องการใช้จ่ายเงินตามกฎหมาย Coronavirus Aid, Relief and Economic Security (CARES) วงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสเพื่อเยียวยาภาคธุรกิจและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ทางด้านนายพาวเวลกล่าวว่า เฟดจะเปิดตัวโครงการเงินกู้ดังกล่าวภายในปลายเดือนนี้ หรือต้นเดือนหน้า และหลังจากนั้นไม่นาน ก็จะมีการระบายเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด โดยโครงการดังกล่าวจะเสนอเงินกู้อายุ 4 ปีให้แก่บริษัทที่มีพนักงานไม่เกิน 15,000 คน และมีรายได้ไม่เกิน 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านดิ่งลง 30.2% ในเดือนเม.ย. สู่ระดับ 891,000 ยูนิต จากระดับ 1.276 ล้านยูนิตในเดือนมี.ค. ขณะที่ตัวเลขการอนุญาตก่อสร้างบ้านลดลง 20.8% สู่ระดับ 1.074 ล้านยูนิตในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2558

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ได้แก่ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงานการประชุมวันที่ 28-29 เม.ย., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีการผลิตเดือนพ.ค.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือนพ.ค.จากมาร์กิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือนพ.ค.จากมาร์กิต, ยอดขายบ้านมือสองเดือนเม.ย. และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนเม.ย.จาก Conference Board