(เพิ่มเติม) ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้านี้รีบาวด์เล็กน้อย ขานรับราคาน้ำมันขึ้น-คาดหวังแผนกระตุ้นศก.สหรัฐ

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มการเคลื่อนไหวของดัชนีเช้านี้น่าจะรีบาวด์ได้เล็กน้อย หลังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นทั้งน้ำมันดิบ WTI และน้ำมันดิบเบรนท์ มาอยู่ที่ราว 42 และ 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลตามลำดับนั้น น่าจะช่วยผลักดันให้กลุ่มพลังงานปรับขึ้นนำตลาดได้

ขณะเดียวกันยังมีสัญญาณบวกจากสถานการณ์โควิด-19 ที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐลดลงเหลือต่ำกว่า 50,000 ราย/วัน รวมถึงคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐที่น่าจะได้ข้อยุติในเร็ววันนี้

นอกจากนี้บมจ.ปตท. (PTT) และบมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/63 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ น่าจะเป็นปัจจัยที่หนุนภาพรวมการลงทุนด้วย โดยเฉพาะ MAKRO ที่ผลประกอบการออกมาดี ทำให้ตลาดคาดหวังต่องบการเงินของบมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ด้วย อย่างไรก็ตามภาพรวมของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดยังไม่ดีมากนัก ทำให้มีโอกาสที่จะถูกลดประมาณการกำไร ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่กดดันต่อการปรับขึ้นของดัชนี

พร้อมให้แนวรับที่ 1,320 และ 1,315 จุด และแนวต้านที่ 1,330 และ 1,335 จุด


ประเด็นพิจารณาการลงทุน

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (10 ส.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,791.44 จุด เพิ่มขึ้น 357.96 จุด (+1.30%) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,360.47 จุด เพิ่มขึ้น 9.19 จุด (+0.27%) ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,968.36 จุด ลดลง 42.62 จุด (-0.39%)

- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 175.57 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 284.61 จุด, ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต เพิ่มขึ้น 0.24 จุด , ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 9.73 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 2.01 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน ลดลง 37.54 จุด

- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (10 ส.ค.63) 1,322.01 จุด ลดลง 2.39 จุด (-0.18%)

- นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 289.19 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 ส.ค.63

- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ย. ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (10 ส.ค.63) ปิดที่ 41.94 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 72 เซนต์ หรือ 1.8%

- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (10 ส.ค.) อยู่ที่ -0.17 ดอลลาร์/บาร์เรล

- เงินบาทเปิด 31.07/12 แข็งค่าจากวานนี้หลังมีแรงขายดอลล์ ตลาดจับตาเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนปลายสัปดาห์นี้

- สาธารณสุขเตือนไทยมีโอกาสกลับมาพบผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศ ปัจจัยชี้ขาดเจอผู้ป่วยเร็ว สอบสวนโรคเร็วและติดตามคนสัมผัสผู้ติดเชื้อได้เร็วหรือไม่ ขณะที่ยังไม่มีผู้ประกอบการยื่นขอตั้ง "สถานที่กักกันแรงงานต่างชาติ" ด้านคนงานไทยในอุซเบกิสถาน 94 ราย เดินทางกลับถึงไทย 13 ส.ค.นี้

- กนอ.เผย "เอ็กซอนโมบิล" แจ้งชะลอลงทุนปิโตรเคมีใน EEC หลังได้รับผลกระทบจากโควิด ขณะที่กนอ.เดินหน้าเพิ่มพื้นที่นิคมฯ แหลมฉบัง ยืนยันไม่ถมทะเล เล็งปรับพื้นที่บนบก 2 พื้นที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้านประธานหอการค้าฯ เสนอครม.เศรษฐกิจชุดใหม่ ปรับเงื่อนไข EEC ดึงต่างประเทศลงทุน พร้อมคุมเข้มโควิด ชี้อาจทำให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี

- "วิษณุ" เรียกคณะกรรมการแก้ปัญหาการบินไทยประชุมติดตามความคืบหน้า ก่อนเส้นตายยื่นรายชื่อคณะทำแผนฟื้นฟูให้ศาลล้มละลายพิจารณาวันที่ 17 ส.ค.นี้ ยันไม่ดูแผนเอง ตัดครหาล้วงลูก "ชาญศิลป์" เผยเตรียมส่ง "อีวาย" พร้อมทีม 6 คน "ชัยพฤกษ์-จักรกฤศฏิ์-พีระพันธุ์-บุญทักษ์-ปิยสวัสดิ์" รวมตนเอง เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟู ยันการบินไทยเป็นแบรนด์ประเทศ ปล่อยล้มไม่ได้ ต้องฟื้นฟูให้กลับมา

- "วิษณุ" ยอมรับรัฐบาลมีธงแก้รัฐธรรมนูญ เล็งถกพรรคร่วมให้ตกผลึก ครช.บุกสภา ยื่นร่างพ.ร.บ.ประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่แก้ไขรายมาตรา ฝ่ายค้านรับไม้ต่อส่งเข้าสภาสัปดาห์นี้ เพื่อไทยชงร่างแก้ไขจันทร์หน้า 'วันชัย' ยืนยันปรับแก้ 4 ประเด็น ลดอำนาจส.ว., ที่มาองค์กรอิสระ

- สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รายงานตัวเลขหนี้สาธารณะของไทย ช่วงครึ่งปีแรก ของปี 63 โดยล่าสุดเมื่อสิ้นเดือน มิ.ย. 63 อยู่ที่ 7.44 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9 แสนล้านบาท จากสิ้นปีก่อนที่มีจำนวน 6.95 ล้านล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 41% เพิ่มเป็น 44.76% โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบจากการระบาดโควิด ทำให้รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท มาใช้จ่ายเยียวยาดูแลประชาชน และฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีการกู้เพื่อใช้บริหารสภาพคล่อง และปรับโครงสร้างหนี้ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะประจำปี

- สศค.เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ สศค. เกี่ยวกับการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ.... (ร่าง พ.ร.บ.กบช.) จนถึงวันที่ 21 ส.ค.นี้ เพื่อนำความเห็นไปประกอบการพิจารณาร่างกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้มีระบบการออมเพื่อการดำรงชีพยามชราภาพอย่างเพียงพอและมีรายได้หลังเกษียณไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้ก่อนเกษียณ จากปัจจุบันแรงงานในระบบที่ส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมช่องทางเดียว ทั้งลูกจ้างภาคเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ และพนักงานของรัฐ มีรายได้หลังเกษียณ 19% ต่ำกว่าระดับรายได้หลังเกษียณที่เพียงพอ ซึ่งอยู่ที่ 50-60% จึงเสี่ยงจะยากจนในช่วงวัยชรา

- สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือแจ้งให้ทุกหน่วยงานได้รับทราบ และเตรียมความพร้อมในการปรับปรุงแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในการรองรับชีวิตวิถีใหม่ หรือนิว นอร์มอล รวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้ดำเนินการเรื่องนี้ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอเรียบร้อยแล้ว


*หุ้นเด่นวันนี้

- TKN (เคทีบีฯ) แนะ"ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมาย 15.40 บาท หลังรายงานกำไรสุทธิ 2Q63 ที่ 89 ล้านบาท ลดลง -10% YoY จากรายได้ในประเทศที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่กำไรเพิ่มขึ้น +3% QoQ จากรายได้ต่างประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และ GPM ที่ขยายตัว โดยกำไร 2Q63 จะขยายตัว QoQ ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัว โดยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ที่ 382 ล้านบาท (+4% YoY) โดยกำไร 2H63 จะขยายตัว +11% YoY, +20% HoH (เทียบ 1H63 ที่ลดลง -3% YoY) จากรายได้ในประเทศที่ฟื้นตัว และรายได้ต่างประเทศเข้าสู่ high season ในขณะที่กำไรสุทธิปี 64 จะกลับมาเติบโตโดดเด่นที่ 545 ล้านบาท (+43% YoY) จาก จากรายได้ที่ขยายตัวทั้งในประเทศ (+5% YoY) และต่างประเทศ (+15% YoY) และ GPM ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก utilization rate โรงงานที่ดีขึ้น (จากการรวม 2 โรงงาน) และต้นทุนวัตถุดิบสาหร่ายที่ลดลง

- CPF (ฟินันเซีย ไซรัส) แนะ"ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 40 บาท คาดจะประกาศงบฯ Q2/63 ในวันพฤหัสบดีนี้ มีโอกาสออกมาดีกว่าคาดการณ์ที่ -7.6% Q-Q, +37.6% Y-Y หนุนโดย CPP ที่แจ้งเตือนกำไรงวด 1H63 จะเติบโตถึง 270-300% Y-Y จากราคาหมูในเวียดนามที่พุ่งขึ้น ขณะที่แนวโน้ม Q3/63 จะเร่งตัวขึ้นทั้ง Q-Q และ Y-Y และเป็นจุดสูงสุดของปีนี้จากราคาเนื้อสัตว์ที่ปรับขึ้นทั้งไก่และหมูในไทย และหมูในเวียดนาม หลัง Demand ฟื้นตัวขึ้นจากการ Reopen คาดกำไรปี 63 โตแรง +41.8% Y-Y และ +2.5% Y-Y ในปี 64

- PTT (คิงส์ฟอร์ด) แนะ"ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมาย 42 บาท หลังรายงาน 2Q63 มีกำไรสุทธิ 12,053 ล้านบาท พลิกจากงวด 1Q63 ที่ขาดทุนสุทธิ 1,554 ล้านบาท แต่ยังลดลง -54%YoY โดยหากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 6.7 พันล้านบาท กำไรสต๊อกฯ ของธุรกิจน้ำมัน 576 ล้านบาท และผลขาดทุนจากธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง 3.6 พันล้านบาท ผลการดำเนินงานปกติมีกำไรอยู่ที่ 8.3 พันล้านบาท ฟื้นตัว QoQ หลักๆ เป็นเพราะ 1) ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีการรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมันเทียบกับ 1Q63 ที่ขาดทุนเป็นจำนวนมากและ Market GRM ปรับเพิ่มขึ้นจาก Crude Premium ที่ลดลง ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ทยอยปรับขึ้นช่วงปลายไตรมาส

2) ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศดีขึ้นจากโอกาสในการทำ Arbitrage 3) ธุรกิจไฟฟ้าจาก GPSC ดีขึ้นจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้า SPP ลดลง ช่วยชดเชยการอ่อนตัวของธุรกิจ E&P ที่ถูกกระทบจากราคาและปริมาณขาย รวมถึงธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่อ่อนลงโดยหลักจากโรงแยกก๊าซฯ ที่มีการปิดซ่อม และราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ลดลง หลังจากนี้คาดเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่องใน 2H63 ตามระดับราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ธุรกิจ E&P และโรงแยกก๊าซมีแนวโน้มดีขึ้นจากทั้งราคาและปริมาณขาย ส่วนการ IPO ตัว OR ยังมีโอกาสเข้าตลาดในช่วง 4Q63




Symbol: SET