สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 มิ.ย. 69)
การดูแลสุขภาพกลายเป็นเทรนด์มาแรงแห่งปี สังเกตได้จากการที่เราเห็นผู้คนเช็กอินยิม ร่วมงานวิ่งมาราธอน หรือชาเลนจ์สุดโหดอย่าง Hyrox ปรากฏอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย
ที่งาน CTC 2026 เซสชัน "Fit Body for Future Ready อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง" นพ.ชินะโชติ ลิขิตสมบูรณ์ Owner of WIN REHAB (วิน รีแฮบ สหคลินิก), คุณสิทธิพัฒน์ น้อยเพ็ง GM & founders บริษัท By design ideas ในฐานะโค้ช Hyrox และคุณพลสัน นกน่วม Creative Director / TikTok Expert 2026 จึงได้มาร่วมกันถอดรหัสเทรนด์สุขภาพ ผ่านการนำเสนอแง่มุมที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงทั้งในแง่สุขภาพและธุรกิจ
*เมื่อการออกกำลังกายเป็นมากกว่าแค่เรื่องสุขภาพ
คุณต้น สิทธิพัฒน์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การออกกำลังกายโดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ Identity, Community และ Opportunity
คุณต้นชี้ว่า ในอดีตคนมักออกกำลังกายเพื่อตัวเองเป็นหลัก เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี แต่ปัจจุบันเริ่มมีเทรนด์การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ปรากฏให้เห็นมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นสิ่งที่ดี เพราะการออกกำลังกายเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเรามีวินัย เพราะสุขภาพที่แข็งแรงไม่ใช่สิ่งที่สร้างได้ในวันเดียว
นอกจากนี้ สังคมหรือคอมมูนิตี้ของการออกกำลังกายเติบโตขึ้นอย่างน่าจับตา เพราะการออกกำลังกายไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลดีต่อจิตใจด้วย โดยนพ.ชินะโชติ หรือหมอวิน ได้แบ่งคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ประเภทแรกคือกลุ่มที่ออกเพื่อความสุขและความสนุกสนานที่ทำให้มีการเข้าสังคมมากขึ้น เปลี่ยนสถานที่พบปะสังสรรค์จากที่เคยรวมกลุ่มกันตามสถานบันเทิงมาเป็นที่สนามออกกำลังกายแทน ส่วนประเภทที่สองคือ กลุ่มที่มีเป้าหมายชัดเจน เป็นคอมมูนิตี้ของคนที่หาตัวเองเจอแล้วและอยากจะเดินทางไปให้ถึงเป้าหมายหรือก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง เช่น การพิชิตมาราธอน หรือการแข่งกีฬาสุดเข้มข้นอย่าง Hyrox เป็นต้น
ด้านคุณแซม พลสัน ได้นำเสนอข้อมูลเชิงสถิติที่น่าสนใจจากกรมพลศึกษาที่ระบุว่า กลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นถึง 44.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3 วันต่อสัปดาห์ ขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok ก็มีคอนเทนต์และผลิตภัณฑ์สุขภาพมากขึ้น และหากสังเกตในร้านค้าทั่วไปก็จะพบผลิตภัณฑ์โปรตีนวางจำหน่ายอย่างหนาแน่น สะท้อนชัดว่าตลาดผู้บริโภคพร้อมจ่ายให้กับกระแสนี้อย่างเต็มที่
*โอกาสทองของธุรกิจกลุ่มบริการ อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ในแง่ของโอกาสทางธุรกิจ คุณต้นให้ความเห็นว่า กลุ่มธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากกระแสสุขภาพมี 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
กลุ่มธุรกิจบริการ (Service) อันจะเห็นได้จากยิมขนาดเล็ก หรือ Boutique Gym ที่มีจำนวนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก นอกจากนี้ยังมีบริการด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นบริการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ เช่น การทำ Ice Bath หรือการนวดเพื่อการกีฬา และบริการเตรียมความพร้อมก่อนออกกำลังกาย (Pre-workout) เช่น การตรวจสุขภาพ ตรวจระดับวิตามิน หรือปริมาณออกซิเจน
กลุ่มธุรกิจอาหาร (Food) ที่ก้าวข้ามอาหารคลีนธรรมดาไปสู่การจัดเมนูที่เหมาะกับประเภทกีฬานั้น ๆ เช่น กลุ่มที่เล่น Endurance หรือ Weight Training ก็จะได้สารอาหารที่ต่างกัน
กลุ่มธุรกิจสินค้า (Product) เช่น เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาเพื่อสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ไทยมีคุณภาพดีเยี่ยมไม่แพ้ต่างชาติ แถมยังมีดีไซน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน เช่น กางเกงสแลคที่สวมใส่มาทำงานได้ และยืดหยุ่นพอที่จะใส่วิ่งออกกำลังกายต่อได้ทันทีในตัวเดียว
*ความจริงที่เจ็บปวดหลังม่านธุรกิจสุขภาพ
ท่ามกลางโอกาสย่อมมีความเสี่ยง หมอวินได้เปิดเผยตัวเลขในมุมมองของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการแพทย์และกายภาพบำบัดว่า ในช่วงปี 2565-2567 ที่ผ่านมา ธุรกิจการแพทย์เฉพาะทางมีงบหมุนเวียนในระบบมากขึ้นจริง แต่ผลกำไรกลับลดลงเรื่อย ๆ มีนิติบุคคลหน้าใหม่กระโดดเข้ามาในตลาดจำนวนมาก แต่กลับมีตัวเลขผู้ที่ขาดทุนสูงถึง 40% ในทุกปี ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจะมองแค่ภาพฉากหน้าที่สวยหรูไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น จากกระแส "Over claim" ประกันสุขภาพจากการบาดเจ็บทางกีฬาในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นปีนี้ บริษัทประกันเริ่มปรับนโยบาย "ตัดสิทธิ์เคลม" อาการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายแล้ว นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการต้องสร้างความน่าเชื่อถือบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์การกีฬา และมองผลกระทบให้รอบด้านทั้งห่วงโซ่ Well-being
*Checklist เช็กความเสี่ยงก่อนลงสนามโหด
ในส่วนของคนออกกำลังกาย หมอวินและคุณต้นให้คำแนะนำตรงกันว่า การกระโดดข้ามขั้นไปเล่นกีฬาโหด ๆ ตามอินฟลูเอนเซอร์โดยไม่มีพื้นฐานเป็นเรื่องที่อันตรายมาก สถิติชี้ว่า คนไม่ออกกำลังกายเลยมีอัตราการเสียชีวิตสูงก็จริง แต่คนที่หักโหมออกกำลังกายหนักเกินไป (มากกว่า 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) ก็มีอัตราการเสียชีวิตสูงเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันคาสนาม
หมอวินแนะนำให้สังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย เช่น อาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น หรือข้อเท้าบวม หากมีอาการเหล่านี้หรือมีโรคประจำตัว (หัวใจ เบาหวาน ไต) ต้องตรวจสุขภาพอย่างละเอียดก่อน พร้อมแนะนำให้ฝึกฝนพื้นฐานร่างกายด้วยการ Cardio, Weight Training และ Stretching อย่างถูกวิธี
ขณะเดียวกัน คุณต้นได้เตือนให้ระมัดระวังเรื่องใกล้ตัวอย่างการเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับการฝึกซ้อม โดยยกตัวอย่าง "รองเท้าคาร์บอน" ที่มีการคลายตัวเร็วซึ่งเหมาะกับการวิ่งเร็ว แต่หากใช้เพื่อฝึกซ้อม การคลายตัวของคาร์บอนอาจส่งแรงกระแทกกลับมาที่กล้ามเนื้อและหัวเข่าจนบาดเจ็บเรื้อรังได้
*Corporate Wellbeing ดัชนีชี้วัดความเติบโตขององค์กร
ประเด็นสุดท้ายที่ CEO และฝ่าย HR ยุคใหม่ปฏิเสธไม่ได้ คือการนำกระแสสุขภาพเข้ามาขับเคลื่อนองค์กร หมอวินได้อ้างอิงงานวิจัยของ McKinsey ที่ระบุว่า การลงทุนในสุขภาพของพนักงานช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยลดภาวะ "Presenteeism" หรืออาการที่พนักงานมานั่งทำงานแต่สมองเหม่อลอย ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเพราะป่วยไข้ ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ทำร้ายบริษัท
ความคุ้มค่านี้พิสูจน์ได้จากดัชนีทางเศรษฐกิจอย่าง The Work Wellbeing 100 ในอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่เน้นลงทุนและดูแลสุขภาวะของพนักงานอย่างจริงจัง โดยพบว่า กราฟผลประกอบการและมูลค่าหุ้นเติบโตสูงกว่าดัชนี S&P 500 อย่างชัดเจนในช่วงปี 2564-2568 สุขภาพของพนักงานจึงไม่ใช่เรื่องของสวัสดิการฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการสร้างผลกำไรและความยั่งยืนให้กับองค์กร