กสทช. ไฟเขียวแผนแม่บทฉบับที่ 3 จ่อคลอดสตรีมมิ่งแห่งชาติอุ้มดิจิทัลทีวีสู้แพลตฟอร์มโลก

ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) มีมติเห็นชอบ "ร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569–2573)" เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ไฮไลต์สำคัญคือการบรรจุแนวทางจัดตั้ง "เนชั่นแนล สตรีมมิ่ง แพลตฟอร์ม" (National Streaming Platform) หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติ หวังเป็นเกราะกำบังและทางเลือกใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยสู้ศึกแพลตฟอร์มระดับโลก

รายงานข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.วันนี้มีมติเห็นชอบสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 และเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569 - 2573) ที่ปรับปรุงแก้ไขภายหลังการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ตามความเห็นของที่ประชุม กสทช. และให้สำนักงาน กสทช. นำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อบังคับใช้ต่อไป

ก่อนหน้านี้ สรุปผลรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องดังกล่าวได้รับอนุมัติบรรจุเข้าวาระการประชุม กสทช. และมีการหยิบยกมาพิจารณาในการประชุมเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 69 ซึ่งมีการมอบหมายสำนักงาน กสทช.จัดทำข้อมูลเพิ่มใน 4 ประเด็น คือ 1) การคุ้มครองจากข้อมูลบิดเบือน ข่าวลวง เนื้อหาที่เป็นอันตราย 2) การให้บริการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 3) การพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับโทรทัศน์ภาคพื้นดินและวิทยุกระจายเสียง 4) อภิธานศัพท์ ก่อนจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งในการประชุมเมื่อวันที่ 7-8 เม.ย.69 และค้างการพิจารณาจนกระทั่งหยิบยกมาพิจารณาต่อในการประชุมวันนี้

สำหรับประเด็นที่มีการอภิปรายและแก้ไข ในระเบียบวาระสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3

1.มีการกำหนดเป้าประสงค์ให้ประชาชนได้รับบริการกระจายเสียงและบริการโทรทัศน์ด้วยคุณภาพที่ดี ค่าบริการที่เป็นธรรม และได้รับการคุ้มครองมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ คุ้มครองจากเนื้อหาที่เป็นเท็จ บิดเบือน เนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมทั้งเนื้อหาที่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตลอดจนประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม

2.ให้มีการพัฒนากลไกการกำกับดูแลและส่งเสริมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การประกอบกิจการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และระบบอื่นใดให้อยู่ภายใต้กติกาที่เหมาะสม และสอดคล้องกับภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีแนวทางดำเนินงานคือจัดทำความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนากลไกการกำกับดูแลและส่งเสริมการประกอบกิจการบริการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และระบบอื่นใดให้อยู่ภายใต้กติกาที่เหมาะสม และสอดคล้องกับภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป

3.ส่งเสริมให้เกิดช่องทางที่หลากหลายในการเข้าถึงบริการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยพัฒนาแนวทางการจัดให้มีแพลตฟอร์มกลางของประเทศ สำหรับโทรทัศน์ภาคพื้นดินและวิทยุกระจายเสียง (Television and Audio National Streaming Platforms)

4.ยกเลิกอภิธานศัพท์ท้ายประกาศ โดยให้อ้างอิงจากพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

ส่วนวาระ (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อเตรียมการรองรับก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 หลังจากที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปราย 3 ชั่วโมงยังได้ข้อสรุปเพียง 2 ประเด็นโดยให้สำนักงาน กสทช. ไปจัดทำข้อมูลมานำเสนอเพิ่มเติมในประเด็นกรณีแผนการดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ และการประกอบกิจการเห็นชอบหลักการจัดทำแผนการดำเนินการคลื่นความถี่ และการอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์

พร้อมทั้งมอบหมายสำนักงาน กสทช. ดังนี้

1. จัดทำข้อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางกฎหมายของการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับผู้ให้บริการโครงข่าย

2. จัดทำร่างแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ด้วยวิธีการประมูลสำหรับการนำไปใช้ในบริการทางธุรกิจ และการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับบริการทางสาธารณะ โดยให้ดำเนินการวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวทางเดิม แนวทางใหม่ วิเคราะห์ ข้อดีข้อเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งในมิติทางกฎหมาย มิติเศรษฐศาสตร์ และผลกระทบในมิติแวดล้อมอื่นๆ ตลอดจนการเข้าใช้บริการของผู้ใช้บริการ โดยรอบด้าน

3. ปรับปรุงกรอบระยะเวลาการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวทางตามข้อ 2

โดยให้ดำเนินการและนำเสนอต่อที่ประชุม กสทช.ภายใน 30 วัน

ขณะที่ประเด็นยุติการใช้งานกิจการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในระบบ C - Band (3700-4200 MHz) สำหรับการให้บริการ Direct to Home ที่ประชุม เห็นชอบหลักการตามที่สำนักงาน กสทช. เสนอในกรณีที่มีการยุติการใช้งานกิจการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในระบบ C - Band (3700-4200 MHz) สำหรับการให้บริการ Direct to Home ในเดือนเม.ย.72 และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. รับไปดำเนินการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านตามกรอบแนวทางที่สำนักงานเสนอ โดยให้สำนักงาน กสทช. เสนอภายใน 30 วัน

นางสาวพิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า สำหรับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งแห่งชาติจะมีการพิจารณาแนวทางการจัดการต่อไป ขณะที่โรดแมปทีวีดิจิทัลวันนี้พิจารณาไปได้เพียง 2 ประเด็น โดยมีประเด็นคลื่นความถี่ 3500 หรือ C - Band ที่ใช้กับโครงข่ายดาวเทียม ดังนั้น จะกำหนดสิ้นสุดการใช้ระบบ C-Band ในปี 72 แต่เรื่องนี้ยังไม่ลงมติ

นอกจากนี้ได้มีการหารือเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับผู้ใช้โครงข่าย (MUX) ซึ่งเห็นว่าให้ MUX มาประมูลแทนช่องรายการ เพราะเป็นผู้ใช้โครงข่ายเอง ซึ่งทางสำนักงานฯ จะเสนอกลับมาภายใน 30 วัน เพราะไม่อย่างนั้น ช่องรายการจะแบกภาระ 2 ต่อคือทั้งใบอนุญาตช่องรายการ และ โครงข่าย โดยปัจจุบัน ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไป ซัพพลายในตลาดทีวีดิจิทัลไม่เหมือนเดิมให้ทางสำนักงานฯไปวิเคราะห์ และส่งข้อสรุปกลับมาภายใน 1 เดือน