ดาวโจนส์/S&P 500/Nasdaq กอดคอร่วง หุ้นเทคฯ ฉุดตลาด

ดัชนีดาวโจนส์, ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลงในวันนี้ โดยได้รับผลกระทบจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ณ เวลา 21.43 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลบ 37.55 จุด หรือ 0.07% สู่ระดับ 51,675.16 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ลบ 0.87% และ 1.28% ตามลำดับ

หุ้น Nvidia ปรับตัวลง 3% ขณะที่หุ้น Alphabet ร่วงลง 1.2% ส่วนหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป ได้แก่ Intel, Marvell Technology และ Advanced Micro Devices ดิ่งลง 6.2%-8.7%

ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ พุ่งขึ้นกว่า 10% ใกล้ทะลุระดับ 20 จุดในวันนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจมีมูลค่าสูงเกินไป รวมทั้งความวิตกต่อแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก และการคาดการณ์ว่าเฟดจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ดัชนี VIX ดีดตัวใกล้ระดับ 20 ซึ่งบ่งชี้ถึงความวิตกของนักลงทุน และความผันผวนในตลาด

ดัชนี Nasdaq ดิ่งลงกว่า 1% ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของดัชนี Nasdaq อาจหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในการซื้อขายวันนี้

ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดวานนี้ร่วงลง 1.3% โดยถูกกดดันจากการดิ่งลงของหุ้นอัลฟาเบท ซึ่งได้ทำให้แรงขายลุกลามไปทั่วโลกในวันนี้ โดยดัชนี Kospi ของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เป็นตลาดที่ทรุดตัวลงหนักที่สุดในภูมิภาค ขณะที่หุ้น SK Hynix ผู้นำด้านชิปหน่วยความจำ ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจากกระแสการเก็งกำไรเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเกาหลีใต้ ปิดตลาดปรับตัวลงมากกว่า 12%

ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ ซึ่งทะยานขึ้นถึง 95% นับตั้งแต่ต้นปี ได้ร่วงลงเกือบ 10% ในวันนี้ ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ดิ่งลง 3.55% และยุติช่วงขาขึ้นติดต่อกัน 8 วัน

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความอ่อนไหวต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยของเฟด เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ขณะที่ผลประกอบการจะอิงอยู่กับกำไรในอนาคต

นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะปรับขึ้นในเดือนก.ย.และธ.ค. ภายใต้การกุมบังเหียนเฟดของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ "สายเหยี่ยว" หรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 69.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนก.ย. และให้น้ำหนักเพียง 30.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75%

นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 48.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. หลังจากให้น้ำหนักเพียง 16.9% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟด มีมติเอกฉันท์ 12-0 ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

ส่วนในรายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเฟดบ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่เฟดจำนวน 9 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2569 นอกจากนี้ รายงาน Dot Plot ยังระบุว่า เฟดไม่ได้ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมที่ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้

นายเควิน วอร์ชเป็นประธานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดเป็นครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว โดยเขากล่าวว่า เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะฉุดเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับ 2% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมานานถึงครึ่งทศวรรษ ซึ่งเขารู้สึกเสียใจต่อข้อเท็จจริงดังกล่าว

'ความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น มีความแข็งแกร่ง เป็นเอกฉันท์ และชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อความสำคัญที่เราพลาดไปเป็นเวลา 5 ปี และเรากำลังจะแก้ไขในเรื่องนั้น' เขากล่าว

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันพฤหัสบดี โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)