สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)
ราคาทองโลกยังคงปรับตัวต่ำกว่าระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 4,000 ดอลลาร์ในวันนี้ โดยราคาทองสปอตร่วงลงหลุดระดับดังกล่าววานนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2568 โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์ ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ณ เวลา 18.25 น.ตามเวลาไทย ราคาทองสปอต ลบ 10.41 ดอลลาร์ หรือ 0.26% สู่ระดับ 3,980.23 ดอลลาร์/ออนซ์
ส่วนราคาสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ลบ 11.70 ดอลลาร์ หรือ 0.29% สู่ระดับ 3,997.10 ดอลลาร์/ออนซ์
ทั้งนี้ ดอลลาร์ที่แข็งค่าจะลดความน่าดึงดูดของทอง ทำให้สัญญาทองมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น
นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้นักลงทุนเทขายทอง เนื่องจากทองไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ราคาทองสปอตร่วงลงมากกว่า 6% นับตั้งแต่การประชุมเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และได้ทรุดตัวลงมากกว่า 1,500 ดอลลาร์ นับตั้งแต่พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,594.82 ดอลลาร์/ออนซ์ซึ่งทำไว้เมื่อวันที่ 29 ม.ค.
นักวิเคราะห์ของธนาคารไอเอ็นจีได้ปรับลดคาดการณ์ราคาทอง สู่ระดับ 4,300 ดอลลาร์/ออนซ์ในไตรมาส 3 และ 4,600 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 4,850 ดอลลาร์ และ 5,000 ดอลลาร์ ตามลำดับ
นายนิกอส ซาบูราส นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Tradu.com ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Jefferies กล่าวว่า 'การเปลี่ยนจุดยืนไปในทางที่เข้มงวดมากขึ้นของเฟด ซึ่งนำไปสู่การปรับคาดการณ์เกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ราคาทองคำอ่อนตัวลง'
นอกจากนี้ นายซาบูราสกล่าวว่า การไหลออกของเงินทุนจากกองทุน ETF และการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทอง อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าปัจจัยเหล่านี้มักเป็นวัฏจักรตามภาวะตลาด และไม่ได้บั่นทอนปัจจัยพื้นฐานระยะยาวที่ยังสนับสนุนการลงทุนในทองคำ
แบงก์ ออฟ อเมริกา (BofA) คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 3 ครั้งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้
ทั้งนี้ BofA คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย., ต.ค. และธ.ค. โดยจะปรับขึ้นครั้งละ 0.25% รวมเป็น 0.75% ในปีนี้
การคาดการณ์ดังกล่าวของ BofA ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่าความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลังการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) ในเดือนมิ.ย.ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ "สายเหยี่ยว" หรือผู้สนับสนุนการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อสกัดเงินเฟ้อ
นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 4.0% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.8% ในเดือนเม.ย.
เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ค. จากระดับ 0.4% ในเดือนเม.ย.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.3% ในเดือนเม.ย.
เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนพ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนเม.ย.