สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 มิ.ย. 69)
บมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT] ประกาศเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถ 6 ท่าอากาศยาน รองรับ 160 ล้านคนภายในปี 77 ภายใต้เงินลงทุนรวม 3 แสนล้านบาท โดย 5 ปีแรกเร่งขยายสวรรณภูมิ East Expansion และ South Terminal เฟส 1 รวมถึงดอนเมืองเฟส 3 รวมกว่า 8-9 หมื่นล้านบาท มั่นใจ ยังไม่ต้องใช้เงินกู้ ประเมินปี 70 สดใสรับกระแสเงินสดราว 1 หมื่นล้านบาทจากขึ้นค่า PSC ดันรายได้โตทะลุ 5% ส่วนผู้ประกอบการให้บริการภาคพื้นและคาร์โก้ รายที่ 3 สุวรรณภูมิจ่อชง ครม.อนุมัติชื่อ AOTGA
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า AOT จะเร่งขยายศักยภาพของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง (สุวรรณภูมิ , ดอนเมือง, ภูเก็ต, หาดใหญ่, เชียงใหม่, เชียงราย) ให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 160 ล้านคน/ปีภายในปี 77 ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน โดยจะมีการลงทุนครั้งใหญ่รวมทั้งหมดราว 3 แสนล้านบาทในช่วง 10 กว่าปีนี้
- โครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท ใกล้ะเข้า ครม. พื้นที่ใช้สอย 81,000 ตารางเมตร คาดเปิดปี 74 เพิ่มขีดความสามารถเป็น 70 ล้านคน/ปี
- โครงการอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) งบลงทุนราว 2.4 แสนล้านบาท พื้นที่กว่า 750,000 ตารางเมตร จะต้องเร่งโครงการนี้เนื่องจากคาดว่าจำนวนผู้โดยสารของสุวรรณภูมิจะเติบโตขึ้นเป็น 73-77 ล้านคน/ปีในปี 74 โดยแบ่งการก่อสร้าง 3 ระยะ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบ หลังจากนั้นจะเริ่มก่อสร้างปี 72 จะเปิดให้บริการเฟสแรกในปี 76 รองรับผู้โดยสารได้ 15 ล้านคน/ปี ส่วนเฟส 2 จะรองรับเพิ่มเป็น 30 ล้านคน/ปี
เมื่อรวมกับอาคารผู้โดยสารหลักจะทำให้สุวรรณภูมิรองรับได้ 100 ล้านคน/ปี แต่ AOT จะปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลัก ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถระหว่างการปรับปรุงลดเหลือ 80-85 ล้านคน/ปี ขณะที่คาดการณ์ผู้โดยสารจะเติบโตเป็น 85-87 ล้านคน เมื่อนั้นก็จะเริ่มก่อสร้างเฟส 3 และรันเวย์ที่ 4 หรืออาจะใช้เทคโนโลยีในการขยายการรองรับผู้โดยสารที่เติบโตขึ้น
- โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองเฟส 3 มูลค่า 6.3 หมื่นล้านบาท จากเดิม 3.6 หมื่นล้านบาท จะสร้างอาคารผู้โดยสารที่ 3 และปรับปรุงอาคาร 1 และ 2 ให้ทันสมัย พร้อมปรับปรุงระบบการจราจรให้คล่องตัวขึ้น และเชื่อมต่อระบบขนส่งทางราง คาดแล้วเสร็จปี 77 รองรับผู้โดยสารได้ 40 ล้านคน/ปี เตรียมเสนอ ครม.อนุมัติปรับเพิ่มวงเงินลงทุน
นางสาวปวีณา กล่าวว่า ทั้ง 3 โครงการจะดำเนินไปพร้อมกันในช่วง 5 ปีแรกคาดใช้เงินราว 8-9 หมื่นล้านบาท
- ท่าอากาศยานเชียงใหม่ สร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ด้านทิศใต้ และปรับปรุงอาคารเดิมทั้งหมดให้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ พร้อมขยายและปรับปรุงลานจอดอากาศยาน และสร้างพื้นที่จอดรถยนต์ 1,100 คัน คาดแล้วเสร็จปี 77 รอเสนอคณะกรรมการบริษัท
- ท่าอากาศยานภูเก็ต จะสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และอาคารเทียบเครื่องบิน คาดแล้วเสร็จปี 74 อยู่ระหว่างการออกแบบและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม
- ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) ในการขยาย คาดเสร็จสิ้นภายในปี 69
- ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ออกแบบอาคารผู้โดยสารแล้วเตรียมจัดทำทีโออาร์ประมูลงานก่อสร้าง
"อุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ AOT เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการบิน ส่งเสริมการเปิดเส้นทางใหม่ที่มีศักยภาพสูง รวมถึงสร้างความร่วมมือกับสายการบินและภาคท่องเที่ยวในการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ"นางสาวปวีณา กล่าว
นางสาวปวีณา กล่าวว่า แม้แผนขยายงานที่วางไว้ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3 แสนล้านบาทในช่วงราว 10 ปี แต่ในช่วง 5 ปีแรกมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ เนื่องจากปัจจุบันมีกระแสเงินสดเข้ามาปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท และเมื่อมีค่า PSC เข้ามาเพิ่มก็จะนำมาใช้ลงทุนด้วย
ทั้งนี้ AOT ประเมินว่าในงวดปี 70 (ต.ค.69-ก.ย.70) จำนวนผู้โดยสารจะเติบโต 2% จากงวดปี 69 (ต.ค.68-ก.ย.69) ที่คาดไว้ 126 ล้านคน ถือว่าทรงตัว
ในช่วง 8 เดือนแรกของงวดปี 69 (ต.ค.68-พ.ค.69) จำนวนผู้โดยสารรวมของสนามบินทั้ง 6 แห่ง อยู่ที่ 90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76% ส่วนเที่ยวบิน 552,119 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.38% และคาดว่าอีก 4 เดือนที่เหลือของงวดปีนี้จำนวนผู้โดยสารน่าจะชะลอลง จากผลของสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาตั๋วโดยสารสูงขึ้นตามราคาน้ำมันพุ่งขึ้น จึงมีการเดินทางลดลง
แม้จำนวนผู้โดยสารยังเติบโตได้น้อยมาก แต่รายได้งวดปี 70 คาดว่าจะเติบโตได้สูงกว่า 5% หรือมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท เท่ากับสร้างเม็ดเงินกระแสเงินสดเพิ่มประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท เป็นผลจากการปรับขึ้นค่า PSC ที่เก็บจากผู้โดยสารระหว่างประเทศ จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท ดังนั้นจะทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจการบิน (Aero) กับรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่การบิน (Non-Aero) ในระยะยาวปรับเป็น 60% ต่อ 40% จากปัจจุบัน 51% ต่อ 49%
นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT เตรียมเปิดประมูลหาผู้ให้บริการภาคพื้นและการขนส่งสินค้าทางอากาศ รายที่ 2 ของสนามบินสุวรรณภูมิ สัญญาสัมปทาน 30 ปี หลังจากรายเดิม คือ บริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพ เวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (BFS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.การบินกรุงเทพ [BA] สัญญาจะสิ้นสุดลงในเดือน ก.ย.69 ซึ่ง AOT ขยายเวลาชั่วคราว 3 ปีก่อนที่จะได้รายใหม่ แต่ไม่ได้จำกัดสิทธิรายเดิมเข้าร่วมประมูล จากนั้นเมื่อได้ผู้ชนะประมูลก็จะนำเสนอให้ครม.อนุมัติต่อไป
นอกจากนี้ AOT จะเพิ่มศักยภาพการให้บริการภาคพื้นของสุวรรณภูมิ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอ ครม.อนุมัติผลการคัดเลือกเอกชนดำเนินโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้าของผู้ประกอบการรายที่ 3 คือ บริษัทบริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ AOT โดยเตรียมลงนามในสัญญาร่วมลงทุนต่อไป