สำนักข่าวอินโฟเควสท์ติดตามข่าวเศรษฐกิจ หุ้น การเงิน และประเด็นน่าสนใจรอบโลกที่นี่

โซเชียลมีเดีย

โซเชียลมีเดีย

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) มีส่วนทำให้โซเชียลมีเดียได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้คนหันมาใช้สื่อโซเชียลเพื่อแบ่งปันเรื่องราว ความคิด และติดต่อพูดคุยกัน ในช่วงเวลาที่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งก่อให้เกิดเทรนด์ต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิง หรือสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายและทำอาหารทานเอง ไปจนถึงการแต่งบ้าน ซื้อเสื้อผ้าและของกินผ่านเพจและกลุ่มต่าง ๆ ตลอดจนการวิดีโอแชตกับเพื่อนฝูง  หรือแม้กระทั่งการออกมารวมตัวเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่เกิดสถานการณ์การเมืองในประเทศ

ในขณะที่โซเชียลมีเดียที่กลุ่มผู้บริโภคคุ้นเคยถูกใช้งานท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆนานาที่เกิดขึ้น คลับเฮาส์ (Clubhouse) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่มาแรงก็ได้เข้ามามีบทบาทและสามารถสร้างกระแสในวงกว้างทั้งในฝั่งของสื่อมวลชน กลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มประชาสัมพันธ์

คลับเฮาส์ (Clubhouse)

คลับเฮาส์ เป็นโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มใหม่ที่มาแรงตั้งแต่ต้นปี ด้วยรูปแบบการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันที่เน้นการพูดคุยกันด้วยเสียง (Audio-only app) โดยผู้ใช้จะเปิดห้องสนทนา สร้างหัวข้อที่ตนเองสนใจ แล้วดึงคนเข้ามารวมตัวกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งผู้ที่เข้ามาอยู่ในห้องสนทนา นอกจากการเข้ามาฟังการพูดคุยจากกลุ่มบุคคลที่ตนเองสนใจแล้ว ยังสามารถแชร์เรื่องราวของตนเองและพูดคุยในประเด็นดังกล่าวได้อีกด้วย

สำหรับในประเทศไทยนั้น Clubhouse โด่งดังจากเป็นแพลตฟอร์มที่เหล่าคนดัง เซเลบริตี้ และผู้เชี่ยวชาญได้มาร่วมแบ่งปันมุมมองในประเด็นต่าง ๆ ในฐานะ Moderator หรือผู้ที่สร้างห้องสนทนาขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ฟังสามารถยกมือเพื่อซักถามหรือเล่าเรื่องราวของตัวเองได้ โดยตัวผู้ใช้งานสามารถเข้า-ออก ห้องสนทนาห้องต่างๆ ได้อย่างอิสระตามความชอบของตนเอง และห้องจะหายไปเมื่อกดปิดห้อง (End Room) โดยไม่สามารถฟังย้อนหลังได้

ก่อนหน้าที่ Clubhouse จะได้รับความนิยมในไทย คนดังระดับโลกได้เข้ามาใช้แอปพลิเคชันนี้ในเวลาไล่เรี่ยกันตั้งแต่ช่วงปลายเดือนม.ค. 64  ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลา, มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก หรือวลาด เทเนฟ ซีอีโอของโรบินฮูด จึงสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมบอกต่อเกี่ยวกับแอปพลิเคชันตัวใหม่นี้และผลักดันยอดดาวน์โหลดพุ่งขึ้นนับล้านครั้งในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ว่าด้วยเสน่ห์ของ Clubhouse

ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด  กล่าวว่า Clubhouse เป็นแอปพลิเคชันที่เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของสังคมได้ถูกจังหวะและเวลา เนื่องจากปัจจุบันการจัดงานสัมมนาหรือการประชุมยังไม่สามารถจัดได้ตามปกติ Clubhouse จึงเปรียบเสมือนการประชุมแบบซิมโพเซียม (Symposium) ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายหัวข้อต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังสามารถซักถามได้ อีกทั้ง Clubhouse ยังสามารถเลือกห้องสนทนาตามหมวดหัวข้อที่ผู้ฟังสนใจได้อย่างอิสระ และสามารถพูดคุยกับบุคคลที่มีชื่อเสียงได้อย่างใกล้ชิดผ่านการยกมือเพื่อขอโอกาสในการสนทนา

สิ่งที่ทำให้กระแสของ Clubhouse จุดติดนั้น คือความเอ็กซ์คลูซีฟของตัวแอปพลิเคชันที่จะสามารถใช้งานได้ก็ต่อเมื่อถูกเชิญจากผู้ที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วเท่านั้น รวมถึงไม่มีการบันทึกเสียงการสนทนา ไม่สามารถย้อนกลับไปฟังได้ ทำให้ผู้ใช้งานมีความกระตือรือร้นที่จะใช้เวลาในห้องสนทนาอยู่หลายชั่วโมง เพราะกลัวว่าถ้าออกจากห้องเร็วเกินไปก็จะพลาดประเด็นสำคัญ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้แอปพลิเคชันตัวนี้โด่งดังภายในชั่วข้ามคืน

อย่างไรก็ตาม Clubhouse ยังมีเรื่องข้อจำกัดในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการที่เปิดให้ใช้ได้แค่ในระบบ iOS เท่านั้น (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.พ. 64) หรือสิทธิในการเชิญเพื่อนที่ยังมีจำนวนจำกัด ขณะเดียวกัน Clubhouse ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองสำหรับการถกประเด็นที่รุนแรงและอ่อนไหว ซึ่งมีความเสี่ยงในแง่ที่ว่า เราไม่สามารถควบคุมคำพูดของคนในแอปพลิเคชันที่ยกมือเพื่อขอโอกาสพูดได้ เนื่องจากเป็นการสนทนาแบบเรียลไทม์ อาจส่งผลให้ท้ายที่สุดแอปพลิเคชันอาจถูกควบคุมจากรัฐ โดยประเทศจีนก็ได้ประกาศแบน Clubhouse ไปเรียบร้อยแล้ว

ส่องประเด็นร้อนในไทยบน Clubhouse

หนึ่งในประเด็นร้อนที่ทำให้ Clubhouse กลายเป็นกระแสที่พูดถึงในประเทศไทย คือ การเปิดห้องสนทนาทางการเมืองของนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัยทางการเมือง ที่สร้างปรากฎการณ์ให้ Clubhouse มียอดผู้เข้าฟังเต็มถึง 2 ห้อง (จำกัดสูงสุดห้องละ 6 พันคน) เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา และอีกกระแสเมื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาร่วมในห้องสนทนา “ไทยรักไทย ใครเกิดทัน มากองกันตรงเน้” ภายใต้ชื่อบัญชี Tony Woodsome พร้อมตอบคำถามของประชาชนที่ถามกันเข้ามาอย่างเผ็ดร้อน

เมื่อการสนทนาถูกจำกัดผู้ฟังได้แค่ห้องละไม่กี่พันคน แต่จำนวนผู้ฟังนั้นมีมหาศาล จึงมีผู้ใช้งานบางรายเลือกดูดเสียงจากห้องสนทนาหนึ่งไปถ่ายทอดต่อยังห้องสนทนาอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้งานบางกลุ่มที่อัดคลิปเสียงจาก Clubhouse ไปเผยแพร่ข้ามแพลตฟอร์มอื่น ๆ เพื่อหาผลประโยชน์จากความนิยมของแอปพลิเคชันนี้ ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการละเมิดข้อกำหนดการใช้งาน รวมถึงความตั้งใจของผู้พัฒนาแอปพลิเคชันที่อยากให้การสนทนาหายไปอย่างเงียบ ๆ ปราศจากการบันทึกไว้ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า ทางผู้พัฒนาจะมีมาตรการใดที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว

ช่องโหว่ที่ยังรอการแก้ไข

ด้วยความที่ Clubhouse สามารถตั้งกลุ่มพูดคุยแสดงความคิดเห็นในหัวข้อต่างๆ ได้อย่างอิสระ และมีความเป็นส่วนตัว ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมานั้น คือผู้ใช้บางรายอาจจะพูดแสดงความเห็นในลักษณะที่พาดพิงหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่นจนได้รับความเสียหาย และอาจมีการกล่าวข้อมูลที่บิดเบือนจนทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดหรือเกิดความสับสนวุ่นวายได้ รวมถึงกรณีที่อาจมีมิจฉาชีพปลอมแอคเคาท์เป็นบุคคลอื่นและไปหลอกลวงเอาทรัพย์สินจนผู้อื่นได้รับความเสียหายได้

ด้วยเหตุนี้ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จึงได้ออกมาประชาสัมพันธ์ถึงแนวทางการหลีกเลี่ยงและป้องกันการถูกหลอกลวงในรูปแบบที่อาจจะเกิดขึ้นได้บนแอปพลิเคชั่น Clubhouse ว่า ควรคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นเสมอก่อนจะพูดอะไรออกไป โดยให้ใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลต่างๆจากการสนทนาและไม่ควรเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้ผู้อื่นทราบ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ และเจ้าหน้าที่รัฐได้ติดตาม การใช้งานของแอปพลิเคชัน Clubhouse หลังพบว่ามีผู้ใช้โซเชียลมีเดียได้เริ่มเข้าไปใช้งานแอปพลิเคชัน Clubhouse อย่างแพร่หลาย และมีกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง และกลุ่มต่าง ๆ ได้ใช้แอปพลิเคชันนี้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลที่เข้าข่ายบิดเบือน สร้างความเสียหาย และอาจนำไปสู่การกระทำความผิดกฎหมายได้

พร้อมกันนี้ ฝากเตือนไปยังผู้ใช้แอปพลิเคชันดังกล่าวว่า หากไม่ระมัดระวังใช้ในทางที่ผิด เกิดการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอื่น สร้างความเสียหาย ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายทันที เช่นเดียวกับที่ได้ติดตามตรวจสอบการใช้งานโซเชียลมีเดียในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย

คงต้องติดตามกันต่อไปว่า หากมีการพัฒนาให้ใช้งานได้บน Android ได้แล้ว สถิติและรูปแบบการใช้งานในไทยและทั่วโลกจะเป็นอย่างไร

เมื่อ "เฟซบุ๊ก" กลายเป็นที่พึ่งในยามวิกฤต

การซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยนั้นเป็นเรื่องที่นิยมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฟซบุ๊กเคยจัดอันดับให้ไทยอยู่ใน Tier 1 เรื่อง Conversational Commerce เพราะมีไม่กี่ประเทศที่ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กแชตคุยกับคนแปลกหน้าและกล้าโอนเงินให้แม้ว่าจะไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริง สำหรับในปี 2563 วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์บนเฟซบุ๊ก ได้แก่ กลุ่ม Facebook Group อาทิ กลุ่มของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งเปิดตัวขึ้นเพื่อเป็นแหล่ง “ซื้อขายแลกเปลี่ยน” สินค้าและบริการในการที่จะช่วยเหลือศิษย์เก่าของสถาบันการศึกษาที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากโควิด-19

ที่มา: จุฬาฯมาร์เก็ตเพลส มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เเละการฝากร้าน และ KU จะฝากร้าน

"เฟซบุ๊ก ไลฟ์" (Facebook Live) คึกคัก เหตุโควิด-19 ทำคนไทยหันไปมีปฏิสัมพันธ์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

ย้อนกลับไปช่วงเดือนมีนาคม 2563 ยอดผู้ป่วยโควิด-19 ในไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ส่งผลให้รัฐบาลใช้มาตรการปิดร้านอาหารแบบนั่งทานในร้าน ปิดสถานบันเทิง และต่อมาในเดือนเมษายน 2563 ก็ได้ประกาศเคอร์ฟิวไม่ให้ประชาชนออกจากบ้านเวลาที่กำหนดไว้ในช่วงกลางคืนอีกด้วย รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดในวงกว้าง

มาตรการเหล่านี้ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสนั่งทานอาหารในร้านโปรดของตัวเอง ไม่ค่อยมีโอกาสได้พบปะกับเพื่อนฝูงและเสพความบันเทิงนอกบ้าน ขณะที่ธุรกิจสถานบันเทิง เช่น ผับ บาร์ ก็ปิดบริการ ส่วนบรรดาค่ายเพลงก็รายได้หดหายเพราะส่งศิลปินไปเปิดการแสดงไม่ได้

Facebook Live ทางรอดของธุรกิจความบันเทิง

ทั้งหมดนี้ทำให้ Facebook Live กลายเป็นหนึ่งในช่องทางที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อความบันเทิงและสร้างรายได้ โดยในฝั่งของผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่กับบ้านนั้นก็จะนิยมคอนเทนต์ประเภทบันเทิง เพื่อผ่อนคลายในช่วงล็อกดาวน์ ขณะที่ธุรกิจสถานบันเทิงและค่ายเพลงก็ได้เลือกใช้แพลตฟอร์มนี้ เพื่อเป็นช่องทางในการสร้างรายได้

วิธีการหนึ่งที่สถานบันเทิงนิยมใช้ คือ การไลฟ์ดนตรีสดผ่านเฟซบุ๊ก เพราะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแฟนเพลงในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน และยังช่วยขยายฐานลูกค้า ตลอดจนต่อลมหายใจให้กับนักดนตรีในยามวิกฤต

ที่มา : The Cassette Music Bar Ekamai

The Cassette Music Bar ร้านอาหารกึ่งบาร์ชื่อดังในย่านเอกมัยที่ได้รับความนิยมอย่างมากก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาด ได้ปรับตัวมาจัดแสดงดนตรีแบบไลฟ์ให้แฟนเพลงได้ดูผ่านเฟซบุ๊ก โดยคุณภา พิณภัสร์ สิริอัครเศรษฐ ผู้ก่อตั้งร้าน The Cassette Music Bar ให้สัมภาษณ์กับ Brand Buffet ว่า หลังดำเนินธุรกิจมากว่า 2 ปี ธุรกิจเติบโตขึ้นตลอด ถึงแม้สถานการณ์ของธุรกิจร้านอาหารกึ่งผับจะเริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา จากสภาวะเศรษฐกิจที่ทรงตัว แต่ร้านยังคงมีกลุ่มลูกค้าเหนียวแน่น ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่ชื่นชอบการฟังเพลงยุคเทปคาสเซ็ตต์

การประกาศปิดธุรกิจสถานบันเทิงชั่วคราวนั้นทำให้นักดนตรีขาดรายได้ไปมาก ทางร้านจึงคิดหารายได้ให้นักดนตรีจนเกิดไอเดีย “ไลฟ์ดนตรีสดผ่าน Facebook Page” ขึ้น แต่ตอนแรกยังไม่ได้ลงมือทำเพราะการนำนักดนตรีมารวมตัวกันอาจไม่ปลอดภัย อย่างไรก็ดี ทางร้านมีสปอนเซอร์ติดต่อเข้ามา ทำให้แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นจริงในที่สุด โดยการไลฟ์จะมีการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ทางร้านจึงได้ไลฟ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 และได้เปิดไลฟ์ต่อเนื่องหลังจากนั้นอีกหลายครั้ง โดยยอดคนเข้ามาดูขณะไลฟ์สดอยู่ที่ 2,000 คน ขณะที่คนดูต่อคลิปประมาณ 100,000 วิว และมีการเข้าถึงผู้ชมเฉลี่ยกว่า 200,000 คน

ที่มา : Chongjaroen Groove

นอกจากนี้ ร้านชงเจริญที่เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งก็เป็นร้านอาหารกึ่งผับอีกแห่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ได้ตัดสินใจปรับตัวเปิดแสดงดนตรีผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ด้วยเช่นกัน โดยคุณกฤษฏา ธนะตระกูลวงศ์ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านชงเจริญ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Brand Buffet ว่า การที่ภาพลักษณ์ของร้านชงเจริญนั้นเป็นร้านอาหารกึ่งผับ ทางร้านจะทำอาหารส่งแบบเดลิเวอรี่เหมือนเอ็มเคหรือบาร์บีคิวพลาซ่าไม่ได้ จึงได้ตัดสินใจทำไลฟ์ดนตรีผ่านทางเพจแทน จนกลายเป็นที่มาของแคมเปญ ชงเจริญ “โอ-สด” Live Therapy ซึ่งทำการไลฟ์ 14 วัน 14 วงดนตรี และบริจาคให้ 14 โรงพยาบาล โดยรายได้หลักของการไลฟ์ดนตรีผ่านเพจนั้นมาจากสปอนเซอร์

ผลตอบรับออกมาดีมาก โดยเฉพาะวันแรกมียอดผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก และนอกเหนือจากการไลฟ์ดนตรีของนักดนตรีอย่างเดียวแล้ว ทางร้านยังได้ปรับรูปแบบด้วยการจัดสัมภาษณ์คนดังด้วย เพื่อสร้างความแปลกใหม่มากกว่าการดูไลฟ์ดนตรีอย่างเดียว

ที่มา : Greenwave fanpage

นอกจากสถานบันเทิงแล้ว ธุรกิจสถานีวิทยุก็ได้เลือกใช้เฟซบุ๊กในการเปิดไลฟ์ด้วยเช่นกัน โดยคลื่นวิทยุกรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม ได้จัดไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กเพจของตัวเอง และเชิญศิลปินชื่อดังมาไลฟ์สดจากสตูดิโอ และเปิดโอกาสให้ร่วมสมทบทุนสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเช่นกัน

LINE CALL – LINE MAN มียอดใช้งานโต 200-300% รับอานิสงส์โควิด-19

นอกเหนือจากเฟซบุ๊กแล้ว อีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่โดดเด่น คือ ไลน์ (LINE) โดยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น เทคโนโลยีได้เข้ามามีผลกับการดำเนินชีวิตเกือบ 100% ทั้งการดำเนินชีวิตประจำวันที่ต้องมีการรักษาระยะห่าง การทำงานแบบ Work From Home การใช้ชีวิตที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้ไลน์มากขึ้น เพื่อติดต่อกับที่ทำงานและสานสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงในช่วงเวลาที่ออกจากบ้านไปหากันได้ลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืนที่จะออกไปสังสรรค์ตามสถานบันเทิงไม่ได้

โดยบริการ LINE Call นั้น มียอดการใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบระหว่างเดือนมกราคมกับเดือนมีนาคม 2563 ทั้งการโทรปกติและวิดีโอคอล โดยมีสาเหตุจากการที่ผู้ใช้บริการชาวไทยใช้ LINE Call ติดต่องานเมื่อต้องทำงานจากที่บ้าน ขณะที่คนไทยบางส่วนก็ LINE Call กับเพื่อนไม่ว่าจะโทรหาเพื่อนคนเดียวหรือประชุมสายกันเป็นกลุ่มเพื่อชวนคุยแก้เหงา ด้วยเหตุนี้ ไลน์จึงพัฒนาฟีเจอร์และฟังก์ชันเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยบนแพลตฟอร์มไลน์ ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ Watch Together ให้แชร์หน้าจอหรือดูวิดีโอยูทูบพร้อมกันใน LINE Group Call และเพิ่มจำนวนคนรองรับ LINE Call ได้มากสุดถึง 500 คน

ขณะเดียวกัน LINE MAN ผู้ช่วยเบอร์หนึ่งที่ทำให้ได้รับประทานของอร่อยโดยไม่ต้องออกจากบ้าน มีการใช้งานเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2563 ยอดการใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับการใช้งานในสถานการณ์ปกติ โดยมีสาเหตุจากมาตรการปิดร้านอาหารแบบนั่งทานในร้าน ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยหันมาใช้บริการเดลิเวอรีกันมากขึ้น

"ทวิตเตอร์" เปิดบัญชี @TwitterThailand หลังยอดผู้ใช้งานยังเติบโตดี

หลังจากยอดผู้ใช้งานเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในที่สุดปี 2563 ทวิตเตอร์ก็ได้ตัดสินใจเปิดบัญชีสำหรับผู้ใช้ในไทยอย่างเป็นทางการในชื่อบัญชี @TwitterThailand ในเดือนพฤษภาคม 2563 โดยระบุว่า@TwitterThailand  จะเป็นช่องทางเชื่อมทวิตเตอร์เข้ากับผู้ใช้ในไทย หลังจากที่เคยเปิดบัญชีลักษณะดังกล่าวมาแล้วในสหราชอาณาจักร สเปน ฝรั่งเศส ไปจนถึงประเทศแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

อาร์วินเดอร์ กุจราล กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของทวิตเตอร์ กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อทวิตเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก วันนี้ทวิตเตอร์ยินดีและรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เปิดตัว @TwitterThailand”

ที่มา: : Twitter Thailand

อย่างไรก็ดี หลังจากเปิดตัวได้ไม่นานก็เกิดแฮชแท็ก #ไม่เอาทวิตเตอร์ไทยแลนด์ ติดเทรนด์อันดับ 1 ในไทยทันที เนื่องจากผู้ใช้งานในไทยบางส่วนเกิดความสงสัยเกี่ยวกับจุดประสงค์ของการตั้งบัญชีดังกล่าว เพราะช่วงเวลาที่เปิดบัญชีนั้น ทวิตเตอร์เพิ่งประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลไทย จึงก่อให้เกิดความกังวลว่า การที่ทวิตเตอร์เข้ามายกระดับบทบาทในไทยนั้นมีขึ้นเพื่อ “จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก” ของผู้ใช้งานทวิตเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นที่มักทวีตข้อความวิจารณ์รัฐบาล

คอนเทนต์บน @TwitterThailand นั้นเป็นภาษาไทยและมีเนื้อหาหลากหลาย ซึ่งนอกเหนือจากการทวีตข้อมูลช่วยเหลือผู้ใช้งานแล้ว ยังมีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจจากทวิตเตอร์ เช่น ประเด็นที่ผู้ใช้งานทวีตกันเป็นจำนวนมากในวันนั้น ๆ  ชวนผู้ใช้งานพูดคุยเกี่ยวกับเกมที่ชอบ หรือไปจนถึงการทวีตติดตลกรับวันหวยออก โดยเมื่อดูผ่าน ๆ แล้วคอนเทนต์กว่าครึ่งหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับ K-pop หรือศิลปินเกาหลี ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ติดตามนั่นเอง

เมื่อ "ทวิตเตอร์" กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักในยุคการเมืองร้อนแรง

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทวิตเตอร์เป็นที่รู้จักว่าเป็นแพลตฟอร์มที่วัยรุ่นไทยนิยมใช้พูดคุยเรื่องดารานักร้องที่ตัวเองชื่นชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปินเกาหลี แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่ร้อนแรงของไทยในปี 2563 ทวิตเตอร์ได้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่วัยรุ่นไทยใช้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองบนทวิตเตอร์นั้นค่อนข้างร้อนแรงกว่าแพลตฟอร์มอื่น  ๆ ซึ่งปรากฏให้เห็นได้จากแฮชแท็กต่าง ๆ ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและอาจผิดกฎหมาย โดยสาเหตุที่วัยรุ่นไทยชอบใช้ทวิตเตอร์แสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้นเป็นเพราะข่าวสารบนทวิตเตอร์ไปได้เร็วกว่า และกลุ่มผู้ใช้งานทวิตเตอร์ก็แทบจะเป็นวัยรุ่นด้วยกันเองทั้งหมด ไม่มีผู้ปกครองที่อาจจะมีความเห็นทางการเมืองต่างขั้วกันมาคอยสอดส่องการใช้งาน

การพูดคุยเรื่องการเมืองบนทวิตเตอร์ร้อนแรงเป็นพิเศษเมื่อเกิดเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย โดยผู้ที่ชุมนุมนั้นส่วนใหญ่เป็นนักเรียนนักศึกษา ซึ่งก็คือกลุ่มผู้ใช้งานหลักของทวิตเตอร์ในไทยนั่นเอง

กลุ่มนักเรียนนักศึกษาได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการชุมนุมทางการเมืองแต่ละวันด้วยแฮชแท็กที่มีคำว่า “ม็อบ” + วันที่ เช่น #ม็อบ18ตุลา #ม็อบ19ตุลา #ม็อบ21ตุลา เมื่อกดดูแฮชแท็กเหล่านี้แล้วก็จะพบข้อความที่นักเรียนนึกศึกษาได้โพสต์ไว้จากสถานที่ชุมนุม ซึ่งอัปเดตแบบเรียลไทม์วินาทีต่อวินาที นอกจากนี้ กลุ่มผู้จัดการชุมนุมยังได้ใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือในการประกาศสถานที่จัดแฟลชม็อบด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ที่อยากไปชุมนุมก็ต้องคอยติดตามข่าวอัปเดตจากแกนนำว่า จะไปแฟลชม็อบที่ใด

ทวิตเตอร์ได้กลายเป็นแหล่งข่าวแรกของกลุ่มผู้ชุมนุมไปแล้ว และสำหรับผู้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมนั้นก็เป็นที่รู้กันว่า ถ้าอยากได้ข่าวเกี่ยวกับการชุมนุม ให้ไปหาดูในทวิตเตอร์เป็นอย่างแรก โดยข่าวการชุมนุมที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มอื่น เช่น เฟซบุ๊ก แทบจะทั้งหมดก็เป็นการแคปหน้าจอมาจากทวิตเตอร์อีกที ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ทวิตเตอร์ประกาศไว้เสมอมาว่าเป็นแพลตฟอร์มที่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น หรือ What’s happening ได้อย่างแท้จริง

"อินสตาแกรม" แหล่งโชว์งานอดิเรกของเจนวาย จุดกระแสปลูกต้นไม้ถ่ายลงไอจี

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้คนอยู่กับบ้านมากขึ้น และต้องหากิจกรรมทำเพื่อแก้เบื่อจนกลายเป็นงานอดิเรกและแชร์สิ่งที่ตัวเองทำในแต่ละวันลงไอจีสตอรี ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทำอาหาร ออกกำลังกาย งานฝีมือ ไปจนถึงการปลูกต้นไม้ซึ่งกลายเป็นงานอดิเรกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนเจนวาย

ที่มา : urassayas

การปลูกต้นไม้ในบ้านกลายเป็นเทรนด์ยอดนิยม โดยได้รับอานิสงส์จากการกักตัวอยู่บ้านเพื่อเลี่ยงโรคระบาด ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาสนใจกับการทำบ้านให้น่าอยู่ หนึ่งในนั้นคือดาราสาว ญาญ่า อุรัสยา สเปอร์บันด์ ซึ่งหันมาทำกิจกรรมยามว่างด้วยการปลูกต้นไม้ และพอถ่ายรูปลงอินสตาแกรมส่วนตัว ก็มีคนสนใจเป็นจำนวนมาก และด้วยความที่ญาญ่าเป็นดาราระดับแถวหน้าของไทยที่มีผู้ติดตามกว่า 10 ล้านคน ทุกครั้งที่ญาญ่าลงภาพต้นไม้ของตัวเอง ตลาดต้นไม้ก็จะคึกคักตามไปด้วย ทำให้ต้นไม้แบบที่เธอปลูกบางต้นราคาพุ่งแรงกว่าราคาปกติ โดยทีมข่าวพีพีทีวีได้สำรวจที่ตลาดต้นไม้ และพบว่าภาพที่ญาญ่าโพสต์รูปคู่กับต้นชวนชมทำให้ราคาต้นชวนชมที่เดิมต้นละ 80-100 บาท มีราคาพุ่งสูงขายอยู่ที่ต้นละ 200 บาทเลยทีเดียว(3) ทำให้เกิดกระแสสนุกสนาน เพื่อเรียกร้องให้ญาญ่าเลิกโพสต์รูปคู่กับต้นไม้เพราะเธอทำให้ราคาต้นไม้พุ่ง ขณะที่คนบางส่วนก็เรียกร้องให้ญาญ่าโพสต์รูปกับของอย่างอื่นบ้าง เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา เพื่อดันให้ราคาสินค้าเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นและเป็นการช่วยเกษตรกร

ด้านดาราสาวก็รับรู้กระแสดังกล่าว จนทำให้เธอตัดสินใจเปิดอินสตาแกรมใหม่ในชื่อ yayanbarrysplants ไว้โพสต์ภาพต้นไม้ที่เธอปลูกโดยเฉพาะ และยังมีต้นไม้ของแฟนหนุ่มอย่างแบรี่ ณเดชน์ คูกิมิยะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อไอจีดังกล่าว

อ้างอิง

รายงานภูมิทัศน์สื่อไทยปี 2564

ผู้ที่สนใจรายงานภาพรวมภูมิทัศน์สื่อไทยปี 2564 (ฉบับภาษาอังกฤษ) สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่
Back to Top