JCK ขายรง.ล็อตใหญ่ 1.45 พันลบ.สร้างกำไรกว่า 500 ลบ.จ่อขายที่ดินเพิ่ม

นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล (JCK) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.63 บริษัทได้ลงนามสัญญาซื้อขายโรงงานและคลังสินค้าโครงการ Green Park I จำนวน 7 หลัง พื้นที่ขายรวมเกือบ 50,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) มูลค่าขายประมาณ 1,450 ล้านบาท โดยน่าจะรับรู้รายได้และกำไรในปี 64 คาดว่าจะมีกำไรจากการขายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

โรงงานและคลังสินค้าดังกล่าว เป็นการขายให้แก่ลูกค้าผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องมือแพทย์จากสวิสเซอร์แลนด์ที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทถุงมือยางทางการแพทย์ เพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศในโซนยุโรปและสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท และจะเริ่มการผลิตได้ภายในกลางปีหน้า

นายอภิชัย กล่าวอีกว่า ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมทีเอฟดี ขณะนี้ได้มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหลายรายทั้งไทยและต่างชาติสนใจที่จะเข้ามาลงทุนซื้อที่ดินในนิคมทีเอฟดี 2 ไม่น้อยกว่า 50 ไร่ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาซื้อขายในเดือน พ.ย.จำนวน 15 ไร่ มูลค่าประมาณ 180 ล้านบาท ส่วนที่เหลือคาดว่าจะปิดการขายได้ภายในไตรมาส 1/64 เมื่อรวมกับยอดขายรอโอน (Backlog) ที่มีอยู่เดิมอีกกว่า 20 ไร่ จะทำให้ในปีหน้าบริษัทจะรับรู้รายได้จากการขายที่ดินอย่างต่อเนื่อง

“การขายโรงงานและคลังสินค้าได้ล๊อตใหญ่ในคราวนี้ เมื่อมารวมกับการขายที่ดินนิคมทีเอฟดี 2 และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียม Artisan รัชดา ที่ Backlog ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทที่ได้เริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ตั้งแต่กลางปี 63 เป็นต้นมา คาดว่าผลประกอบการของบริษัทสามารถพลิกฟื้นกลับมามีกำไรได้อย่างแน่นอนในปี 64”

นายอภิชัย กล่าว

นายอภิชัย กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทจะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติออกเสนอใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทครั้งที่ 6 (JCK-W6) เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทโดยไม่คิดมูลค่า (Free Warrant) ในอัตราส่วน 2 หุ้นสามัญ ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ กำหนดราคาใช้สิทธิ 2 บาทต่อหุ้น ระยะเวลาการใช้สิทธิ 2 ปี โดยมีกำหนด XW ในวันที่ 5 พ.ย.63

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ต.ค. 63)

Tags: , , , , , , ,

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ

X
Back to Top