กูรูเตือน “ซานต้า แรลลี่” อาจไม่มาตามนัด หลัง “ทรัมป์” เตะถ่วงมาตรการกระตุ้นศก.

นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังไม่ลงนามในร่างกฎหมายว่าด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์ จะส่งผลกระทบต่อการดีดตัวของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่มักเกิดขึ้นในช่วงสิ้นปี หรือที่เรียกว่า “ซานต้า แรลลี่”

ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ยังไม่ยอมลงนามในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยอ้างว่าต้องการให้มีการเพิ่มจำนวนเงินในเช็คเงินสดที่จะแจกจ่ายให้กับชาวอเมริกันจาก 600 ดอลลาร์ เป็น 2,000 ดอลลาร์ และให้มีการตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกจากมาตรการดังกล่าว

ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 100 จุดทันทีที่มีรายงานดังกล่าว ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในเวลาต่อมา

“ทรัมป์ได้ทำลายความหวังเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางการคลังของสหรัฐ โดยปฏิเสธที่จะลงนามในมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 วงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์ หลังผ่านการเจรจาอย่างยาวนานระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ดังนั้น ความหวังของการมี ‘ซานต้า แรลลี่’ ก็ได้ถูกทรัมป์ปล้นไป”

นักวิเคราะห์จากมิซูโฮระบุในรายงาน

สำหรับในขั้นตอนต่อไป สภาคองเกรสอาจนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าสภาคองเกรสไม่ดำเนินการดังกล่าว ปธน.ทรัมป์ก็จะมี 3 ทางเลือก คือ ลงนามในร่างกฎหมายนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย, ใช้สิทธิวีโต้ หรือไม่ดำเนินการใดๆ ซึ่งจะทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังระบุว่า “ซานต้า แรลลี่” อาจจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ อันเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องกลับมาทำการล็อกดาวน์รอบใหม่

ทั้งนี้ ซานต้า แรลลี่ของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักเกิดขึ้นเป็นเวลา 7 วันทำการ โดยมีขึ้นในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของปีปัจจุบัน รวมทั้ง 2 วันแรกของปีใหม่

จากการรวบรวมสถิติการปรับตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์กช่วง 7 วันของซานต้า แรลลี่ พบว่า ดัชนีดาวโจนส์สามารถปิดตลาดในแดนบวกถึง 78% นับตั้งแต่ปี 2471 หรือในช่วงเวลากว่า 90 ปีที่ผ่านมา

ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกมากกว่า 78 ล้านราย โดยผู้ติดเชื้อในสหรัฐมีมากกว่า 18 ล้านราย

นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ประกาศยกระดับมาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 สู่ระดับ tier 4 จากเดิมที่ระดับ tier 3 ซึ่งจะใกล้เคียงกับมาตรการล็อกดาวน์ที่เคยประกาศใช้เมื่อเดือนพ.ย. หลังพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่เชื้อรวดเร็วกว่าเดิมถึง 70% ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศประกาศระงับเที่ยวบินจากอังกฤษ

นักวิเคราะห์ยังระบุว่า การที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งขึ้นอย่างมากในเดือนพ.ย.และต้นเดือนธ.ค. ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “ซานต้า แรลลี่” อาจไม่เกิดขึ้นในปีนี้ เนื่องจากตลาดได้เข้าสู่ภาวะที่มีแรงซื้อมากเกินไปแล้ว

ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 10.9% ในเดือนพ.ย. ทำสถิติเป็นเดือนพ.ย.ที่ดัชนีพุ่งขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของวอลล์สตรีท

ส่วนในเดือนธ.ค.นี้ ราคาหุ้นราว 76% ในดัชนี S&P 500 ได้ดีดตัวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยรอบ 50 วัน ซึ่งบ่งชี้ว่าดัชนีอยู่ในภาวะ overbought เป็นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดเกิดการพักฐานในช่วงท้ายปี

ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจของแบงก์ ออฟ อเมริกา ยังพบว่า ผู้จัดการกองทุนได้ทำการลงทุนใกล้เต็มพอร์ทแล้ว และนักลงทุนสถาบันได้ลดการถือเงินสดในพอร์ทเหลือเพียง 4% จาก 6% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการส่งสัญญา “ขาย” และบ่งชี้ว่า ดัชนี S&P 500 จะร่วงลง 3.2% ในเดือนม.ค.2564

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ธ.ค. 63)

Tags: , , , , , , ,
Back to Top