ดาวโจนส์ปิดบวก 131.02 จุด รับแรงซื้อหุ้นพลังงาน-ข้อมูลแรงงานสดใส

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ (1 ก.ค.) หลังสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานลดลงมากกว่าคาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังจากราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้นทะลุแนว 75 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิ.ย.ของสหรัฐซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันนี้

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,633.53 จุด เพิ่มขึ้น 131.02 จุด หรือ +0.38%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,319.94 จุด เพิ่มขึ้น 22.44 จุด หรือ +0.52%
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,522.38 จุด เพิ่มขึ้น 18.42 จุด หรือ +0.13%

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปรับตัวขึ้นหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 51,000 ราย สู่ระดับ 364,000 รายในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 26 มิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐเมื่อเดือนมี.ค.2563 นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 390,000 ราย และต่ำกว่าสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 415,000 ราย

หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 1.72% โดยหุ้นเชฟรอน เพิ่มขึ้น 1.40% หุ้นเอ็กซอน โมบิล บวก 0.29% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ พุ่งขึ้น 3.27% หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน พุ่งขึ้น 2.94% หุ้นเบเกอร์ฮิวจ์ ทะยานขึ้น 2.93%

หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มธุรกิจเรือสำราญและกลุ่มสายการบินต่างก็ดีดตัวขึ้นเมื่อคืน โดยหุ้นเดลต้า แอร์ไลน์ พุ่งขึ้น 2.2% หุ้นยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ดีดขึ้น 1.51% หุ้นอเมริกัน แอร์ไลน์ บวก 1.41% หุ้นเจ็ทบลู แอร์เวย์ส พุ่งขึ้น 2.03% หุ้นรอยัล คาริบเบียน ครูซ บวก 0.69% หุ้นนอร์วีเจียน ครูซไลน์ เพิ่มขึ้น 0.34%

หุ้นคริสปี ครีม (Krispy Kreme) ผู้ผลิตขนมโดนัทรายใหญ่ของสหรัฐ ปิดตลาดพุ่งขึ้น 23.53% ในการซื้อขายวันแรกเมื่อคืนนี้

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อคืนนี้ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 60.6 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 61.0 หลังจากแตะระดับ 61.2 ในเดือนพ.ค. โดยดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐได้รับผลกระทบจากการหดตัวของการจ้างงานเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน ท่ามกลางการขาดแคลนวัตถุดิบและแรงงาน ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลงเช่นกัน

ทางด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างลดลง 0.3% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% หลังจากขยับขึ้น 0.1% ในเดือนเม.ย. แต่เมื่อเทียบรายปี การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 7.5% ในเดือนพ.ค.

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 706,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. และคาดว่าอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 5.6%

ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่าข้อมูลแรงงานจะเป็นปัจจัยบ่งชี้แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดได้แถลงต่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยวิกฤตการณ์โควิด-19 ประจำสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า เฟดจะจับตาข้อมูลสถิติของตลาดแรงงานเป็นวงกว้าง โดยเฟดไม่มองแค่จำนวนคนที่ไม่มีงานทำเท่านั้น แต่จะดูมาตรวัดทั้งหมดของตลาดแรงงาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเฟดจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.ค. 64)

Tags: , , ,
Back to Top