ดาวโจนส์ปิดร่วง 681.50 จุด วิตกเฟดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดหลังเงินเฟ้อพุ่ง

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 600 จุดเมื่อคืนนี้ (12 พ.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 ดิ่งลงเป็นเปอร์เซ็นต์ในวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีนี้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าการพุ่งขึ้นของตัวเลขเงินเฟ้ออาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ รวมทั้งลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

  • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 33,587.66 จุด ลดลง 681.50 จุด หรือ -1.99%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,063.04 จุด ลดลง 89.06 จุด หรือ -2.14%
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 13,031.68 จุด ลดลง 357.75 จุด หรือ -2.67%

ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนักหลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ดีดตัวขึ้น 0.8% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พุ่งขึ้น 4.2% ซึ่งเป็นการดีดตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2551 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.6%

ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน พุ่งขึ้น 0.9% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานพุ่งขึ้น 3.0% ในเดือนเม.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 2.3%

นักลงทุนกังวลว่า ตัวเลข CPI ที่พุ่งขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ จะทำให้เฟดชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ รวมทั้งลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE เพื่อสกัดเงินเฟ้อ จากปัจจุบันที่เฟดทำ QE อย่างน้อย 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือน

หุ้น 10 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปรับตัวลง นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าผู้บริโภคร่วงลง 3.28% และดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดิ่งลง 2.86% โดยหุ้นพร็อคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) ร่วงลง 1.03% หุ้นคิมเบอร์ลีย์-คล้าค ลดลง 0.9% หุ้นไทสัน ฟู้ดส์ ลดลง 0.34% หุ้นเป๊ปซี่โค ปรับตัวลง 0.97%

ส่วนหุ้นบริษัทเทคโนโลยีที่ปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ หุ้นไมโครซอฟท์ ร่วงลง 2.94% หุ้นแอปเปิล ดิ่งลง 2.44% หุ้นเฟซบุ๊ก ร่วงลง 1.3% หุ้นแอมะซอน ดิ่งลง 2.23% หุ้นอัลฟาเบท ร่วงลง 3.08%

หุ้นเทสลา ร่วงลง 4.42% หลังจากเทสลาประกาศระงับแผนการซื้อที่ดินเพื่อขยายโรงงานในเซี่ยงไฮ้ เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน นอกจากนี้ ราคาหุ้นเทสลายังได้รับแรงกดดันจากรายงานที่ว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของเทสลาในตลาดจีนอยู่ที่ 25,845 คันในเดือนเม.ย. ลดลง 27% จากระดับของเดือนมี.ค.ซึ่งอยู่ที่ 35,478 คัน

หุ้น ARK Innovation ETF ซึ่งเป็นกองทุนของบริษัท Ark Investment Management ร่วงลง 3.73% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงตามทิศทางราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทสลาซึ่ง ARK Innovation ลงทุนในสัดส่วนสูงเกือบ 10% ของพอร์ตการลงทุน

ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตาทิศทางของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นับตั้งแต่นางเคธี วูด ซีอีโอของ Ark Investment Management ได้ให้ความสนใจลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อมั่นว่าธุรกิจเทคโนโลยีจะได้ประโยชน์จากกระแส Digital Disruption ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากตั้งแต่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) และบริษัทวิจัยด้านจีโนมิกส์

นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนเม.ย., ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย., ราคานำเข้าและส่งออกเดือนเม.ย., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนมี.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนพ.ค.

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 64)

Tags: , , ,
Back to Top