OSP ส่งซิก Q2/65 ยอดขายโตต่อเนื่อง-ดันมาร์จิ้นสูงขึ้น พร้อมเร่งลดต้นทุนผลิต

นางพรธิดา บุญสา ประธานฝ่ายปฏิบัติการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการเงิน บมจ.โอสถสภา (OSP) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลงช่วยผลักดันให้ยอดขายของบริษัทมีโมเมมตัมดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง (Energy Drinks) มียอดขายเติบโต 3.6% ในไตรมาส 1/65 ซึ่งในแง่จำนวนเงินถือว่าเติบโตมาก และจะเป็นตัวผลักดันการเติบโตของบริษัท

และในไตรมาส 2/65 อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ดีขึ้นจากการออกสินค้าใหม่ โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลัง เอ็ม150 สูตรใหม่ ราคา 12 บาทเมื่อปลายเดือนเม.ย.65 ซึ่งเป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่เข้ามาเสริมพอร์ตที่มีอยู่ โดยบริษัทคาดว่าภายใน 1-2 ปีจะมียอดขายสินค้าพรีเมี่ยมอย่างน้อย 75% ของเครื่องดื่มชูกำลังทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ยังมีเครื่องดื่มชูกำลังราคา 10 บาทเป็นทางเลือกอยู่แล้ว คาดว่าส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของ OSP ในปีนี้น่าจะยังรักษาไว้ได้ โดย ณ สิ้นเดือน มี.ค.65 เครื่องดื่มเอ็ม 150 มีส่วนแบ่งตลาด 39.5%

สำหรับเครื่องดื่มน้ำกัญชาน้ำตาล 0% เป็นสินค้าออกใหม่ที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่เพิ่งออกสู่ตลาดได้รับการตอบรับที่ดีกว่าที่คาดไว้ ซึ่งบริษัทเองมองว่าเป็นสินค้าที่แนวโน้มเติบโตดี และบริษัทจะเร่งการผลิตให้มากขึ้น

ขณะที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติสูงขึ้นที่กระทบต้นทุนการผลิตของบริษัทนั้น นางพรธิดา กล่าวว่า บริษัทมีสัญญาระยะยาวซื้อก๊าซกับ บมจ.ปตท. (PTT) และบริษัทยังมีนโยบายลดการใช้พลังงาน อาทิ การปรับเปลี่ยนมาใช้ light bottle และ การใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งจากโซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์เซลล์

“สิ่งที่เป็น Positive Factor ของเราโดยไตรมาสที่ 1 เราเพิ่งเริ่มผลิตเอ็ม 150 ที่เป็นขวดเบา ฉะนั้น Process ที่โรงแก้วและโรงเครื่องดื่มยังไม่มีประสิทธิภาพ ไตรมาส 2 จะ Positive การผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และการที่ launch เอ็ม150 สูตรใหม่ 12 บาท เดือนเมษายน ก็จะเป็น Positive factor ซึ่งดูจากราคาก๊าซแล้ว เราคิดว่า 2 ตัวนี้เป็นตัวช่วยทำให้ Gross Margin ในไตรมาส 2 ปรับขึ้นมากกว่าไตรมาสที่ 1” นางพรธิดา กล่าว

ทั้งนี้ ต้นทุนการผลิตของบริษัทหลักเป็นก๊าซและน้ำมัน รองลงมาวัตถุดิบการผลิตที่ได้ล็อกราคาเป็นเงินบาทไว้แล้ว โดยในปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุน 1,500 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ในการลดการใช้พลังงาน ซึ่งบริษัทได้ตั้งเป้าลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้ได้ 5 พันล้านบาทภายใน 5-7 ปีนี้

นางพรธิดา กล่าวว่า สถานการณ์ในตลาดเมียนมาทรงตัวหลังมีรัฐประหารและมีการระบาดฺโควิด แต่ก็ยังเติบโตได้ เพราะสินค้าของโอสถสภาเป็นผู้นำตลาดเมียนมา และแบรนด์ของบริษัทแข็งแรง ก็คาดว่าตลาดเมียนมาก็ยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามสถานการณ์ตลาดเมียนมาอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ในไตรมาส 1/65 สินค้าในกลุ่ม OSP ยังสามารถครองส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ ได้แก่ เครื่องดื่มชูกำลัง มีส่วนแบ่ง 54% (ลดลง 90 bps YoY) ของมูลค่าตลาดรวมที่ 1.9 หมื่นล้านบาท ลดลง 5.3% Functional Drinks มีส่วนแบ่งตลาด 42.6% (เพิ่มขึ้น 770 bps YoY) ของมูลค่าตลาดรวม 8,200 ล้านบาท ลดลง 1.6% จากปีก่อน และ Personal Care มีส่วนแบ่งตลาด 34.0% (เพิ่มขึ้น 60 bps YoY) ของมูลค่าตลาดรวม 1,300 ล้านบาท ลดลง 0.3%

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 65)

Tags: , , ,
Back to Top