ACOM เผย Q1/65 รายได้โตแกร่งรับค้าออนไลน์บูม-ขาดทุนลดลง,รอรุกเวียดนามหลัง IPO

นายวีระพงษ์ (พอล) ศรีวรกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บมจ.เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป (ACOM) เปิดเผยว่า บริษัทสามารถทำรายได้ในช่วงไตรมาส 1/65 เติบโตในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในฐานะเป็นผู้นำการให้บริการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับการขยายตัวของภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในระดับภูมิภาค

โดยข้อมูลจาก Euromonitor คาดว่ามูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับจากปี 2563 – 2568 จะมีอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 19.8 ต่อปี จากยอดขายสินค้ารวม (GMV) ที่ 5.23 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 เป็น 1.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมาและการปรับตัวของผู้ขายสินค้า

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1/65 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 2,591.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,853.7 ล้านบาท โดยบริษัทสามารถบริหาร Operating EBITDA Margin ให้มีอัตราขาดทุนลดลงจาก -2.8% ในไตรมาส 1/64 เป็น -2.7% เป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความสามารถในการขยายขนาดทั้งในกิจกรรมทางตรงและทางอ้อมซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเมื่อคิดตามร้อยละของรายได้นั้นลดลง ถึงแม้ว่าบริษัทฯ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้

ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 1/65 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ 115.9 ล้านบาท จาก 214.6 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ของบริษัทฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และการปรับปรุงประสิทธิภาพต้นทุนการดำเนินงานทั้งทางตรงและฝ่ายสนับสนุน การลดลงของผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากกิจการที่เกี่ยวข้องกัน

ปัจจัยการเติบโตมาจากการขยายฐานลูกค้าแบรนด์ไทยและแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ณ สิ้นไตรมาส 1/65 ที่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 171 ราย เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีลูกค้า 114 ราย และยอดขายสินค้าของลูกค้ารายเดิมที่เพิ่มขึ้น โดยยอดขายสินค้าจากต้นทางไปยังปลายทาง (EMV) อยู่ที่ 2,931.0 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2,009.4 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยอดขายของบริษัทมีความสัมพันธ์ตรงกับการเติบโตของการบริโภคและการจับจ่ายออนไลน์ในอาเซียน (ASEAN Consumer’s Spending) ที่มีอัตราการเติบโตที่สูงจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยบริษัทฯ มียอดขายสินค้าในหลากหลายประเภท ในช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายใน 5 ประเทศและมีระบบเชื่อมต่อกับช่องทางออฟไลน์ของแบรนด์ต่าง ๆ อีกด้วย

“เรามีความมั่นใจในศักยภาพธุรกิจและการเติบโตของบริษัทฯ สะท้อนให้เห็นจากรายได้รวม ณ ไตรมาส 1/65 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และรายได้รวมในปี 62-64 ก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 4,601.5 ล้านบาท เป็น 8,948.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 39.5% ต่อปี และเรามีความมุ่งมั่นที่จะขยายฐานลูกค้า พื้นที่ให้บริการและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อนำเสนอบริการใหม่ๆ เพื่อนำบริษัทฯ เติบโตอย่างมีศักยภาพ เช่น EcommerceIQ Market Insight ที่ปัจจุบันบริษัทฯ มีลูกค้ามากกว่า 21 รายแล้วถึงแม้จะเพิ่งเปิดตัวไป

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการออกผลิตภัณฑ์ EcommerceIQ SaaS ประเภทใหม่ เช่น Logistics Management Channel Management และ Order Management เป็นต้น ซึ่งจะสามารถทำให้บริษัทฯ ได้รับค่าบริการประมาณ 3-5% ของ EMV บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะเติบโต พัฒนาและขยายธุรกิจ EcommerceIQ SaaS ให้มีสัดส่วนรายได้รวมที่เพิ่มขึ้นในอนาคต”

ACOM ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจร ครอบคลุมการออกแบบและพัฒนาร้านค้าออนไลน์ (Webstore Development) บริหารร้านค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ (Brand Store Operations) ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ (E-commerce Strategy Consulting) ให้บริการคลังสินค้าครบวงจร (Warehousing and Fulfillment) รับชำระเงินและจัดส่งสินค้า (Payment and Delivery) วิเคราะห์และให้ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics and Insights) รวมถึงมีศูนย์บริการและดูแลลูกค้า (Customer Care Solutions) เพื่อช่วยเหลือแบรนด์ต่างๆ สื่อสารกับลูกค้า

บริษัทมีแผนเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) รวมไม่เกิน 1,599,642,100 หุ้น ประกอบด้วย 1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 685,560,900 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.00 บาท และ 2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป ลิมิเต็ด จำนวนไม่เกิน 914,081,200 หุ้น

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO บริษัทมีแผนที่จะขยายการเติบโตทางธุรกิจในเวียดนาม เพื่อเป็นการสนับสนุนแบรนด์ ซึ่งเป็นผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรของบริษัทฯ ในระดับภูมิภาคที่บริษัทได้ให้บริการอยู่ในปัจจุบันที่ต้องการให้บริษัทให้บริการในเวียดนาม รวมถึงแบรนด์ในกลุ่มของ DKSH ที่ดำเนินการในเวียดนาม โดยที่บริษัทฯ คาดหวังว่าจะมีผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรเพิ่มมากขึ้นในระหว่างการดำเนินการดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทได้วางกลยุทธ์ขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนเพื่อขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์สู่ตลาดใหม่ และเพิ่มฐานผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร ได้แก่ 1) มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรกับกลุ่มผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรระดับโลกของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มจำนวนแบรนด์ รายการสินค้าและการให้บริการมากกว่า 1 ประเทศ

2) ลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการ เช่น บริการจัดการคำสั่งซื้อที่ซับซ้อน และการเพิ่มขีดความสามารถด้านข้อมูล เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าที่ใช้บริการสามารถสร้างสรรค์แคมเปญที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

3) ขยายฐานผู้ใช้บริการรายใหม่และกลุ่มสินค้าใหม่ๆ ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

4) มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ EcommerceIQ SaaS ทั้งในด้านฟีเจอร์ ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ และเพิ่มความปลอดภัยในการรักษาข้อมูล เพื่อขยายไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ทั้งบริษัทข้ามชาติและผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ด้วยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก

และ 5) การเข้าซื้อกิจการที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อขยายตลาดใหม่ เช่น เวียดนามและขยายธุรกิจที่มีในมาเลเซีย เป็นต้น ทั้งนี้ การขยายไปยังตลาดเวียดนาม บริษัทฯ มีสัญญาร่วมมือทางกลยุทธกับทาง DKSH เรียบร้อยแล้ว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 พ.ค. 65)

Tags: , ,

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ

X
Back to Top