TEGH เจรจาร่วมทุนพันธมิตรใหญ่ 2 รายต่อยอดธุรกิจเดิมคาดชัดเจนต้นปี 66

นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมทุนกับพันธมิตร 2 ราย คือ Sumitomo Rubber Industries ของประเทศญี่ปุ่น และ Sime Darby Oils ของมาเลเซียเพื่อที่จะต่อยอดธุรกิจเดิมให้มีการเติบโตมากขึ้น คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในช่วงต้นปี 66 ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่ได้รวมอยู่ในแผนการเติบโตและการลงทุนในระยะ 5 ปี

สำหรับแผน 5 ปี ของบริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ 22,000 ล้านบาท ด้วยงบลงทุนราว 1,200 ล้านบาท เพื่อที่จะก้าวขึ้นติด 5 อันดับกำลังการผลิตยางแท่งมากที่สุดที่ 420,000 ตัน ด้วยงบลงทุนราว 300-400 ล้านบาท และขยายกำลังการผลิตในธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท

ส่วนที่เหลือจะใช้ในการลงทุนขยายการให้บริการบริหารกากอินทรีย์เพิ่มเป็น 1 ล้านตัน/ปี จากปัจจุบันที่ 4-5 แสนตัน/ปี ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตไบโอแก๊สเพิ่มเป็น 60-70 ล้านลูกบาศก์/ปี จากปัจจุบันที่ 20 ล้านลูกบาศก์/ปี โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ต้องการบริหารจัดการเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งหากใช้พลังงานจากไบโอแก๊สของบริษัท สามารถที่จะนำไปคำนวณได้ทันที

นอกจากนี้บริษัทยังได้เปรียบด้านสถานที่ตั้งที่อยู่ในพื้นที่โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่มีความต้องการใช้พลังงานค่อนข้างมาก และ มีปริมาณกากอินทรีย์เข้ามาบริหารค่อนข้างมากด้วย

“ราคาหุ้น TEGH ที่เข้าซื้อขายวันแรกสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคา IPO เป็นไปตามภาวะตลาด และการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนก็มาจากการตั้งราคาเสนอขายขายไอพีโอที่เหมาะสม ประกอบกับนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในพื้นฐานธุรกิจ ที่มีศักยภาพในการเติบโตอีกไกลในอนาคต ซึ่งการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตที่ดีในอนาคต”นางสาวสินีนุช กล่าว

ในปีนี้บริษัทมีการขยายกำลังการผลิตยางแท่งเป็นประมาณ 328,000 ตัน ซึ่งเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้ว และจะขยายเป็น 416,000 ตันในปีหน้าเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตยางแท่ง Top 5 ของประเทศ สำหรับธุรกิจน้ำมันปาล์มดิบจะปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะทำให้สามารถขยายกำลังการผลิตได้อีก 42% และธุรกิจพลังงานทดแทนและการบริหารจัดการกากอินทรีย์ บริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพ จาก 23 ล้านลูกบาศก์เมตร ณ ปี 65 เป็น 67 ล้านลูกบาศก์เมตร ณ ปี 68 หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 191% และเพิ่มกำลังการผลิตบ่อหมักกากอินทรีย์ประเภทของแข็ง (SOW) เพื่อรองรับเสียที่ได้จากการผลิตยางแท่ง

ในปีนี้บริษัทฯ วางแผน COD โครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพ ระยะที่ 1 ภายในไตรมาส 4/65 ซึ่งเดิมบริษัทใช้ก๊าซชีวภาพทดแทน LPG ในส่วนของธุรกิจยางพาราได้ถึง 89% และใช้ก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานหมุนเวียนใช้แทนไฟฟ้าจากภายนอกได้ 51% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายเฉลิม โกกนุทาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TEGH เปิดเผยว่า TEGH ถือเป็นหุ้นตัวแรกที่ดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งธุรกิจยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์มดิบ และพลังงานทดแทนและการบริหารจัดการกากอินทรีย์ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ตามแนวโน้มอุตสาหกรรมยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มยังคงสดใส

และในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะถือเป็น New S-Curve ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งจะทำให้ความต้องการในสินค้ายางธรรมชาติที่เป็น Premium Quality ของกลุ่มบริษัทฯ เพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทฯยังมีธุรกิจพลังงานทดแทนและการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นที่ดี ทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นองค์กรที่ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ ตามมาตรฐาน Eco Factory และ Green Industry และสินค้ายางธรรมชาติของกลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับการรับรอง Carbon Footprint เป็น Low Carbon Product เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งเป็นปัจจัยตอกย้ำการเติบโตอย่างยั่งยืนและอย่างแท้จริง

นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บล. กสิกรไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ TEGH เปิดเผยว่า เม็ดเงินที่ได้จากการเสนอขาย IPO ในครั้งนี้ จะนำไปใช้ขยายกำลังการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รองรับคำสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าที่มีเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไร สนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตแข็งแกร่งและยั่งยืนในอนาคต นอกจากนี้ เงินจากการระดมทุนครั้งนี้จะนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถานบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

นายดิถดนัย สังขะรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน เชื่อว่า TEGH จะเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนในอนาคต เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตสูง มีคุณสมบัติเป็นหุ้น Sustainable Stock, Growth Stock และ Dividend Stock และใช้กลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ด้วยการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยของเสียให้เป็นศูนย์ ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถรองรับการเติบโตในอนาคตได้ในระยะยาว

บริษัทมีเป้าหมายรักษาความเป็นผู้นำด้านการผลิต Sustainable Material เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของกลุ่มลูกค้าและขยายกำลังการผลิตยางแท่งให้ได้ประมาณ 420,000 ตันเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตยางแท่ง Top 5 ของประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 22,000 ล้านบาท ภายในปี 69 และเป็นองค์กรที่เน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนการใช้พลังงานจากฟอสซิลในทุกกระบวนการ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทฯ ได้เป็น Eco Product และมุ่งสู่การเป็นองค์กร Carbon Neutral อย่างแท้จริง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 65)

Tags: , , ,
Back to Top