
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวเปิดงานเสวนา Trade Talk 11 ปี สนค. “เศรษฐกิจไทย 2569 ปรับโครงสร้างวางอนาคตทั่วถึง” โดยระบุว่า ในปัจจุบันบริบทโลกมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ส่งผลให้เรื่องความมั่นคง และเรื่องการค้า มาผนวกรวมกันโดยที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้นเรื่องของ “ข้อมูล” จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้นำและผู้บริหาร โดยข้อมูลที่จะนำมาใช้ตัดสินใจดำเนินนโยบายนั้น ต้องเป็นข้อมูลที่มีความถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้
รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เราจะต้องเปลี่ยนจากคู่ค้า มาเป็นพันธมิตรทางการค้า โดยใช้หลักของการได้ผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะการค้าขายในวันนี้ จะมองแค่เรากับคู่ค้าหรือพันธมิตรคงไม่เพียงพอแล้ว แต่ต้องดูเลยไปถึงว่า สิ่งที่เราจะเข้าไปทำร่วมกันนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อลูกค้าของเขาอย่างไร ดังนั้นในการเจรจาการค้า จะต้องทำการบ้านมากขึ้น พาตัวเราไปอยู่ในห่วงโซ่ของเขาได้ เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากคู่ค้าเป็นพันธมิตรทางการค้า
พร้อมเห็นว่า ข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะก่อนที่จะไปเจรจาการค้ากับใคร เราจะต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร และถ้าเราสามารถทำตัวเราให้เขาขาดไม่ได้ และเกิดประโยชน์ร่วมกันกับเขาได้ จะทำให้เราสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นข้อมูลที่ดี ไม่เพียงช่วยให้เรามองเห็นโอกาส แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ข้อมูลที่รวดเร็วและทันเวลา จะทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที
“ข้อมูลถ้ามาทันเวลา จะทำให้เราสามารถรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และข้อมูลที่น่าเชื่อถือ คือพื้นฐานของการสร้างความเชื่อมั่น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการเจรจาการค้า ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะ Trust คือ Currency ที่มีค่ามากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ใช่ US Dollar ไม่ใช่หยวน ไม่ใช่บาท เพราะการที่เราสามารถทำให้คนเปลี่ยนความคิดจากคู่ค้า กลายเป็นพันธมิตร และมีความเชื่อมั่น เชื่อถือว่าเราเป็นพันธมิตรที่ดีที่จะสร้างประโยชน์ร่วมกับเขาได้ เราก็จะสามารถทำการค้ากับเขาต่อเนื่องไปได้อย่างยั่งยืน” รมว.พาณิชย์ ระบุ
นางศุภจี กล่าวด้วยว่า สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เป็นหน่วยงานที่เป็นคลังข้อมูลการค้าที่หลากหลาย ไม่ใช่เพียงแค่รายงานทางวิชาการเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการกำหนดทิศทางการค้าของภาคธุรกิจ และช่วยให้มองเห็นแนวโน้มของโลกอย่างรอบด้าน ช่วยให้เข้าใจคู่แข่งทางการค้า สนับสนุนการเจรจาระหว่างประเทศด้วยข้อเท็จจริง พร้อมกับช่วยออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ขณะที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้นำเสนอเรื่อง “Data Hacking เสกข้าวไทยให้ High Value” ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากคลังข้อมูล เพื่อพัฒนาการส่งออกสินค้าข้าวของไทยให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งโอกาสและรายได้ที่สูงขึ้นแก่เกษตรกรของไทย โดยจะเห็นว่า ปีการผลิต 67/68 มีปริมาณผลผลิตข้าวโลกอยู่ที่ 541 ล้านตัน ส่วนความต้องการบริโภคของโลก อยู่ที่ 538 ล้านตัน แต่สต็อกข้าวโลก 190 ล้านตันที่ยังรอการระบาย ทำให้เกิดอุปทานข้าวล้นโลก
ในขณะที่ประเทศไทย มีจำนวนผู้ปลูกข้าว 4.6 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ โดยประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากถึง 75 ล้านไร่ คิดเป็นพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่เกษตรของประเทศ แบ่งเป็น ข้าวนาปี 61.5 ล้านไร่ และนาปรัง 13.1 ล้านไร่ และเป็นที่น่าสังเกตว่าพื้นที่ปลูกข้าวขาวมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 8 ล้านไร่ เป็น 13 ล้านไร่ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี
“ข้อมูลนี้บ่งบอกว่า เราเน้นปริมาณ ในขณะที่โลกยังมีสต็อกเหลือเฟือ ซึ่งเมื่อปริมาณล้น ในขณะที่ปัจจัยภายนอกไม่สามารถควบคุมได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อข้าวไทยที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญ”
ทั้งนี้ ในแต่ละปีไทยส่งออกข้าวขาวคิดเป็นสัดส่วน 47% ของปริมาณส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย แต่มูลค่าการส่งออกกลับลดลงถึงเกือบ 50% ซึ่งกระทบต่อราคาข้าวในประเทศ โดยราคาข้าวเปลือกขาวเฉลี่ยทั้งปี อยู่ที่ประมาณ 7,500 บาท/ตัน ลดลงถึง 33% ขณะที่ข้าวหอมมะลิ มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 18% ซึ่งน้อยกว่าข้าวขาว แต่มูลค่าการส่งออกเติบโตถึง 8% และราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ราว 15,000 บาท/ตัน ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า การส่งออกข้าวขาวมีปัญหา ดังนั้นการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง จะสามารถทำให้การบริหารจัดการการค้าการส่งออกข้าวมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สถานการณ์ตลาดข้าวของไทยเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างมาก ทำให้ราคาข้าวในประเทศมีความเปราะบาง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้รับนโยบายจาก รมว.พาณิชย์ ในการใช้ข้อมูลที่มีอยู่เพื่อบริหารจัดการข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดย สนค.ได้ร่วมมือกับสถาบัน Big Data ในการพัฒนาแดชบอร์ดคาดการณ์ผลผลิตข้าวในประเทศ จากภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ในการประมวลพื้นที่ปลูกข้าวในปัจจุบัน และมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวในอีกกี่สัปดาห์ข้างหน้า นำมาประกอบกับชุดข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น ข้อมูลเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ทำให้วันนี้กระทรวงพาณิชย์มีระบบที่สามารถพยากรณ์ และคาดการณ์ผลผลิตข้าวที่จะออกสู่ตลาดได้ล่วงหน้าได้แม่นยำอย่างน้อย 2-8 สัปดาห์ โดยลงลึกรายละเอียดในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด ตลอดจนวิเคราะห์ถึงพันธุ์ข้าวได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ สามารถนำข้อมูลไปบริหารจัดการดูแลสินค้าข้าวทั้งภายในประเทศ และเพื่อการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมมองว่า ควรปรับเปลี่ยนการค้าจากการขายที่เน้นปริมาณ ไปสู่การขายที่เน้นคุณค่า เปลี่ยนจากวิธีคิดที่ว่าผลิตก่อนแล้วค่อยขาย มาเป็นการใช้ดีมานด์เป็นตัวตั้ง จากนั้นค่อยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการข้าวโลก จะทำให้การค้าข้าวไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะปัจจุบัน โลกไม่ได้มองหาข้าวที่ทำให้ “อิ่มท้อง” แต่มองหาข้าวที่มี “คุณค่า”
โดยปัจจุบัน ข้าวขาวมีสัดส่วนการส่งออกสูง แต่อัตราการเติบโตต่ำ ในขณะที่ข้าวอินทรีย์ ข้าวเพื่อสุขภาพ กลับมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงและรวดเร็วกว่าที่ 4-8% นั่นแสดงให้เห็นว่าตลาดโลกกำลังมองหาคุณค่า มากกว่าข้าวขาวทั่วไป ซึ่งข้าวไทยจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการเปลี่ยนไปปลูกข้าวที่โลกต้องการให้มากขึ้น นั่นคือ “ข้าวประณีต” หรือข้าวที่มีมูลค่าสูง เช่น ข้าวรักษ์โลก, ข้าวที่มีเรื่องราวหรืออัตลักษณ์เฉพาะตัว และข้าวที่ดีต่อสุขภาพ ตามนโยบายของ รมว.พาณิชย์ ที่ปรับจากการขายปริมาณไปสู่การขายคุณค่า
ทั้งนี้ สนค.ได้ร่วมทำวิจัยกับเอกชนเพื่อหาข้อสรุปในเบื้องต้นว่าควรนำ “ข้าวประณีต” ไปปลูกทดแทนข้าวขาวได้ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.พ. 69)




