
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมจัดกิจกรรม “เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ” ภายใต้แนวคิด “Unlocking The New Route” ปลดล็อกความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ
ทั้งนี้ ภายในงานจะได้พบกับความรู้กฎหมายด้านต่าง ๆ ทั้งกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดี ตลอดจนบริบททางสังคม การเงิน เศรษฐกิจ และสถาบันการเงิน เช่น นิทรรศการให้ความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจแบบครบวงจร การสัมมนาวิชาการโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่จะมาร่วมปลดล็อกพันธนาการด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่ไม่ได้มีแต่บ้านและที่ดินเท่านั้นถึงจะสามารถกู้เงินกับสถาบันการเงินได้
พร้อมไขข้อข้องใจ/เผยเคล็ดลับการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินให้ผ่านฉลุย โดยกูรูที่จะมาถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก พร้อมตอบข้อซักถามจากประสบการณ์จริง ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการตีความ และการบังคับใช้กฎหมายด้านต่างๆ อย่างละเอียด
“ไฮไลท์ของงานฯ คือ การเข้าศึกษาดูงาน ณ กรมบังคับคดี หน่วยงานที่มีภารกิจด้านการบังคับหลักประกัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นกระบวนการทำงานจริง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 16 มี.ค.69 ณ โรงแรมกราฟ กรุงเทพฯ” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าว
พร้อมระบุว่า สำหรับในส่วนภูมิภาค กรมฯ เตรียมสัญจรไปให้ความรู้ โดยมีรูปแบบงานเช่นเดียวกับที่กรุงเทพฯ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา โดยจะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวแก่ SMEs และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจจำนวนมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนของแต่ละภูมิภาค
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของทุกภาคส่วน ทั้งผู้ให้หลักประกัน (SMEs) ผู้รับหลักประกัน (สถาบันการเงิน) รวมถึงหน่วยงานในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำสัญญาไปจนถึงการบังคับหลักประกันในทางปฏิบัติ
“กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ” จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วย ‘ปลดล็อก’ โอกาสทางการเงิน และการใกล้ชิดแหล่งเงินทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่สามารถนำทรัพย์สินซึ่งเป็นทุนที่มีอยู่แล้ว มาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ สิทธิเรียกร้อง สินค้าคงคลัง เครื่องจักร กิจการ หรือแม้แต่ “ไม้ยืนต้น” ที่ปลูกบนที่ดินของตนเอง ช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สอดคล้องกับสภาพการดำเนินธุรกิจและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายกิจการ สร้างการจ้างงาน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

โดยผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม “เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจ” ภายใต้แนวคิด ‘Unlocking The New Route ปลดล็อกความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ’ สามารถเข้าไปลงทะเบียนจองที่นั่งได้ ทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th ตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.69 เป็นต้นไปจนกว่าที่นั่งจะเต็ม งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.69) มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ รวมทั้งสิ้น 907,684 คำขอ คิดเป็นมูลค่าหลักประกันรวม 22,202,565 ล้านบาท โดยสิทธิเรียกร้อง (บัญชีเงินฝาก) เป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันมากที่สุด 17,930,069 ล้านบาท (80.76%) รองลงมา สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ เรือ เครื่องบิน สัตว์พาหนะ 4,090,645 ล้านบาท (18.42%) ทรัพย์สินทางปัญญา 14,497 ล้านบาท (0.07%) กิจการ 1,742 ล้านบาท (0.01%) อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 398 ล้านบาท (0.002%) ไม้ยืนต้น 192 ล้านบาท (0.001%) โดยมีผู้รับหลักประกันทางธุรกิจที่จดทะเบียนในระบบ 444 ราย แบ่งเป็น สถาบันการเงิน 45 ราย ผู้รับหลักประกันอื่น 399 ราย และมีผู้บังคับหลักประกัน 198 ราย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 ก.พ. 69)




