
บาร์เคลย์ส (Barclays) แบงก์ยักษ์ใหญ่ของสหราชอาณาจักร ไฟเขียวขึ้นค่าตอบแทนรวมของ ซี.เอส. เวนกาตากริชนัน หรือที่คนในเรียกว่า “เวนกัต” ซีอีโอของธนาคารฯ เป็น 15 ล้านปอนด์ (เกือบ 640 ล้านบาท) สำหรับปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 11.6 ล้านปอนด์ในปีก่อน ตามเทรนด์ธนาคารพาณิชย์ที่ต่างพาเหรดปรับเพิ่มโบนัสให้ผู้บริหารระดับสูง
แม้บาร์เคลย์สจะปรับลดค่าตอบแทนประจำของซีอีโอลง แต่ไปอัดฉีดเพิ่มในส่วนของค่าตอบแทนผันแปรและโบนัสแทน โดยพุ่งขึ้นไปถึง 12.8 ล้านปอนด์ จากเดิมที่เคยได้ 8.5 ล้านปอนด์ในปี 2567
ในการประกาศผลประกอบการปี 2568 บาร์เคลย์สยังเผยว่า วงเงินโบนัสสำหรับพนักงานรวมทั้งธนาคาร ก็ขยับขึ้น 15% แตะระดับ 2.2 พันล้านปอนด์
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แบงก์ยุโรปหลายแห่งรวมถึงบาร์เคลย์ส กำลังกอบโกยกำไรและราคาหุ้นที่พุ่งเข้าใกล้จุดสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี ทำให้ผู้บริหารรับทรัพย์กันเต็มที่เมื่อทำผลงานได้ตามเป้า ปิดฉากยุคแห่งการปรับโครงสร้างและผลกำไรฝืดเคืองนับตั้งแต่วิกฤตการเงินเป็นต้นมา
อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับอดีต ค่าตัวของเวนกาตากริชนันยังไม่ได้ทำลายสถิติสูงสุด เพราะอดีตซีอีโออย่าง บ็อบ ไดมอนด์ เคยโกยรายได้รวมทั้งค่าตอบแทนประจำ หุ้น และสวัสดิการ ไปถึง 17 ล้านปอนด์เมื่อปี 2554
แพ็กเกจค่าตอบแทนก้อนโตของเวนกาตากริชนัน แสดงถึงความพยายามของบาร์เคลย์สที่จะปิดช่องว่างเรื่องรายได้ผู้บริหาร ระหว่างแบงก์ UK กับคู่แข่งฝั่งวอลล์สตรีท (สหรัฐฯ) ที่ห่างชั้นกันมาตั้งแต่วิกฤตปี 2551 ซึ่งแบงก์ฝั่ง UK กล่าวมาตลอดว่าเป็นอุปสรรคในการดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับองค์กร
ทั้งนี้ แบงก์สหรัฐฯ จ่ายหนักกว่ามาก ตัวอย่างเช่น เจมี ไดมอน ซีอีโอของเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ที่ฟันค่าตอบแทนปี 2568 ไปสูงถึง 43 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 1,340 ล้านบาท)
การปรับขึ้นค่าตอบแทนครั้งนี้ นอกจากจะเป็นรางวัลจากการทำผลงานเข้าเป้าแล้ว ยังเป็นผลมาจากการที่รัฐบาล UK ผ่อนคลายกฎเหล็กเดิมที่รับมาจากสหภาพยุโรป (EU) ทั้งการยกเลิกเพดานการจ่ายโบนัสเมื่อปี 2566 และล่าสุดเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา ก็เพิ่งไฟเขียวให้จ่ายโบนัสได้เร็วขึ้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)





