“เอกนิติ” พร้อมดันศก.ปีนี้โต 2% ตั้งเป้าเร่งผลักดันการลงทุน รักษาโมเมนตัมโตต่อเนื่อง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 2% โดยกระทรวงการคลัง วางเป้าหมายให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 ที่กระทรวงการคลังประเมินว่าจะขยายตัวได้ที่ 1.8% นั้น ส่วนตัวมองว่ามีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ได้เร่งดำเนินการตามแนวทาง Quick Big Win รวมถึงการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 68 น่าจะขยายตัวได้สูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2.2%

“สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ถือว่ามีข้อดีในเรื่องการบริหารด้านเศรษฐกิจจะมีความต่อเนื่อง เพราะทุกคนรู้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยต้องเน้นเรื่องการต่อเนื่อง เพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อ ๆ ไป และทุกคนรู้ดีกว่าเรายังต้องเน้นเรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ ภายใต้การรักษาวินัยการคลังอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และต่างชาติเองก็จับตามองเรื่องนี้ โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่ทำนโยบายประชานิยม” นายเอกนิติ กล่าว

สำหรับเรื่องงบประมาณปี 2570 นั้น ได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วก็จะทำให้ความล่าช้าในส่วนนี้มีน้อยที่สุด แต่ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว ซึ่งยืนยันว่า จะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้งบประมาณมีความล่าช้า

พร้อมกันนี้ ได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ธปท. ยินดีให้ความร่วมมือ และพร้อมประสานทุกนโยบายเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ส่วนสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ ต้องไปดูว่ามาจากปัจจัยใด หากเป็นการแข็งค่าตามปัจจัยพื้นฐานก็ต้องมีการติดตามดู พร้อมทั้งยังได้กำชับให้ ธปท. ติดตามว่าเป็นผลมาจากการเก็งกำไรหรือไม่ ซึ่งต้องระวังเรื่องนี้อย่างมาก

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัด ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องรอความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน แต่วันนี้เศรษฐกิจรอไม่ได้ ดังนั้นก็จะเร่งขับเคลื่อนโครงการที่ได้มีการอนุมัติแล้วให้เดินหน้าต่อเนื่อง เช่น โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้, โครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การเข้มงวดในการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งคาดว่ายอดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 จะสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 5%, โครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ที่เตรียมความพร้อมไว้แล้ว และสามารถดำเนินการได้ทันที

นอกจากนี้ จะเร่งรัดเรื่องการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าระบบ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน กว่า 4.8 แสนล้านบาท 80 กว่าโครงการ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเม็ดเงินลงทุนจะทยอยเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ และมีการประเมินว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 9% ซึ่งถือว่าเยอะมาก เหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อได้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

ข่าวล่าสุด