
บมจ.ไทยคม [THCOM] เปิดเผยว่า ผลประกอบการปี 68 บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน 401 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 291 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 268% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ ควบคู่กับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
หากพิจารณาเฉพาะธุรกิจด้านดาวเทียม บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานที่ไม่รวมธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับดาวเทียมและส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจโทรคมนาคมจำนวน 432 ล้านบาท สูงกว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติ 31 ล้านบาท สะท้อนถึงศักยภาพในการทำกำไรที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก
บริษัทมีผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่สำหรับปี 68 จำนวน 40 ล้านบาท พลิกจากผลขาดทุน 23 ล้านบาทในปี 67 โดยบริษัทยังคงสามารถรักษาความสามารถในการสร้างกำไรสุทธิแม้เผชิญกับการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งส่งผลให้บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ รายการดังกล่าวเป็นรายการที่มิใช่เงินสดและไม่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานหลักของบริษัท
ในปี 68 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายและการให้บริการ รายได้ค่าก่อสร้าง และรายได้อื่นรวมทั้งสิ้น จำนวน 2,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 316 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13% จากรายได้รวม 2,420 ล้านบาทในปี 67 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการให้บริการให้แก่คู่ค้ารายหนึ่ง 317 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทประสบความสำเร็จในการเซ็นสัญญากับ GISTDA เพื่อเป็นผู้จัดหาระบบจานสายอากาศและระบบปฏิบัติการภาคพื้นดิน สำหรับรับสัญญาณและควบคุมกลุ่มดาวเทียม THEOS ภายใต้โครงการจัดหาจานสายอากาศราว 234 ล้านบาท และคว้าโครงการใหญ่จาก บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) มูลค่ากว่า 118 ล้านบาท นำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมดาวเทียมระดับสูง ช่วยควบคุมดาวเทียมไทยคม 4 และไทยคม 6
โดยในปี 68 มีรายได้ตามความคืบหน้าของโครงการจำนวน 153 ล้านบาท ตอกย้ำความเป็นผู้นำและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดาวเทียมและอวกาศมาอย่างยาวนานด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ของบริษัท พร้อมทั้งบทบาทในการเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมได้อย่างครบวงจร
ในปี 68 บริษัทได้เสริมความแข็งแกร่งในตลาดประเทศอินเดียซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือกับผู้ให้บริการดาวเทียมชั้นนำในประเทศอินเดีย Hughes Communications India Private Limited และ Nelco Limited โดยการบริการดังกล่าวช่วยยกระดับการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ผ่านเครือข่ายดาวเทียมไทยคม ในภาคส่วนอุตสาหกรรมสำคัญต่าง ๆ อาทิ บริการทางการเงิน พลังงานหมุนเวียน การทำเหมืองแร่ การศึกษาทางไกล รวมถึงการสื่อสารทางอากาศและทางทะเล
นอกจากนี้ บริษัทประสบความสำเร็จในบริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geospatial Intelligence: GEOINT) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโต และมีแนวโน้มส่งผลดีต่อบริษัทในระยะยาว โดยสะท้อนผ่านรายได้จากโครงการต่างๆ ที่มีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากแพลตฟอร์มติดตามร่องรอยการเผาไหม้ในไร่อ้อยด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม ใช้ในการติดตามและตรวจจับการเผาในพื้นที่เกษตรเพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย โครงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตรให้แก่สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และโครงการโดรนให้แก่ GISTDA
รวมถึงความคืบหน้าของโครงการ CarbonWatch ผ่านการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำของประเทศ ได้แก่ บมจ. โกลบอลกรีนเคมิคอล [GGC] บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด ในเครือของ บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของบริษัทในการขยายฐานรายได้อย่างต่อเนื่องและการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์ในต่างประเทศ ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าในปี 68 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 67 แม้ว่ารายได้และกำไรสุทธิของ บริษัท ลาว เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ มหาชน ในปี 68 จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ แม้ว่าสกุลเงินกีบจะแข็งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทยังคงรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้า เนื่องจากต้นทุนทางการเงิน ของ บริษัท เชนนิงตัน อินเวสเม้นท์ส พีทีอี จำกัด ทั้งนี้ ในระยะยาว บริษัทได้รับปัจจัยเชิงบวกจากนโยบายการปรับโครงสร้างราคาค่าบริการโทรคมนาคมของกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร สปป.ลาว ที่จะส่งผลให้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้าฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)





