โพลหอการค้าฯ ชี้ปชช.มองเศรษฐกิจไทยยัง “แย่” หวังรัฐบาลใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ สำรวจความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่ามุ่งเน้นแนวทางเศรษฐกิจลักษณะใด กลุ่มตัวอย่างมองว่า อยากให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจฐานราก 24.5% รองลงมาคือกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน 22.8% และปฏิรูปกฎระเบียบและเพื่อสร้างความโปร่งใส 20.8%

ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ควรสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านวิธีการใดเป็นหลัก กลุ่มตัวอย่าง 35.6% บอกว่า ผสมผสานทุกแนวทางอย่างสมดุล 27.4% สร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ 14.5% พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและท่องเที่ยวในภูมิภาค

สำหรับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจไทย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า ไตรมาส 1/69 จะโต 1.25-1.50% ส่วนทั้งปี 69 มองว่าจะโต 1.51-1.75%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจผลโพลที่ประชาชนตอบเหมือนนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตีความได้คือกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มาจากทั่วประเทศ แต่กลุ่มตัวอย่างน่าจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชี้ประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยเป็นผู้ป่วยของอาเซียน ทำให้คำตอบประเด็นเรื่องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปในแนวทางที่ประชาชนห่วงภาพเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งนี้ เชื่อว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีแน่นนอนตามนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นการพยุงเศรษฐกิจ แต่ประชาชนต้องการเห็นการเติบโตระยะยาว ที่เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตเกิน 2% ให้ได้

ขณะเดียวกัน จากผลสำรวจยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทุกภาคตอบเหมือนกันว่าแย่มากกว่าดี สะท้อนว่าบรรยากาศเศรษฐกิจยังไม่โดดเด่น โดยมองว่ามาจาก 5 ปัจจัย คือ

1. สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ราคาตกหมด ทำให้กำลังซื้อของทั้งประเทศซึมตัว

2. การส่งออกน่าจะไม่โดดเด่น ทิศทางการส่งออกย่อลง

3. การท่องเที่ยวช่วงเดือนธ.ค. 68-ม.ค. 69 เริ่มกลับมาดี แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังติดลบอยู่เมื่อเทียบกับต้นปี 68 ทั้งนี้ จุดที่น่าสังเกตคือนักท่องเที่ยวจีนมามากขึ้น บรรยากาศคึกคัก สะท้อนว่าเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคนจะเริ่มกลับมา ดังนั้น บรรยากาศการท่องเที่ยวยังไม่โดดเด่นแต่มีแนวโน้มฟื้น

4. รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะยังต้องใช้งบประมาณประจำไปพลางก่อน ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ทำอะไรเพิ่มเติม จึงทำให้เม็ดเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำได้ไม่โดดเด่น ซึ่งทำให้งบลงทุนไม่ลงมาในระบบเศรษฐกิจจนกว่าจะมีรัฐบาลตัวจริง

5. สถาบันการเงินยังปล่อยสินเชื่อให้ SME และธุรกิจในอัตราติดลบอยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่าการขยายตัวของสินเชื่อของ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส

ดังนั้น บรรยากาศเหล่านี้ยังดำเนินอยู่ และยังไม่คลี่คลายในไตรมาส 2/69 เพราะกว่าที่สภาฯ จะเลือกนายกรัฐมนตรี จะคัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเริ่มทำงาน คาดว่าจะเริ่มทำงานได้ในเดือนพ.ค. 69 ที่จะเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ในไตรมาส 2/69 ทำให้มองว่าความหวังจะต้องถูกกระตุ้นทันทีด้วยมาตรการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุด เพราะยังไม่รู้ว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาได้เท่าไร ส่งออกจะซึมหรือไม่ สินค้าเกษตรยังไม่โดดเด่นเพียงพอ และงบลงทุนระยะยาวของรัฐบาลยังไม่เด่นชัด จึงต้องใช้มาตรการคนละครึ่งไปพลางก่อน

นายธนวรรธน์ มองว่า สิ่งที่รัฐบาลควรวางโครงคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้งบกับมาตรการคนละครึ่งพลัสในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งมองว่า 4-5 หมื่นล้านบาทน่าจะเพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจ และใช้งบประมาณแผ่นดินในส่วนของงบประมาณขาดดุลในส่วนที่เหลือ ไปลงทุนเพื่ออนาคต เพราะเรามีปัญหาอุปสรรคในเรื่องการเก็บภาษี ดังนั้น จากผลสำรวจจึงไม่แปลกที่ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นในไตรมาส 3/69

“สัญญาณที่เห็นคือไตรมาส 1/69 เป็นสัญญาณประคอง ไตรมาส 2/69 เป็นตัวชี้วัดของเศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัวเด่นหรือไม่ เพราะครม. จะเริ่มทำงาน นโยบายของรัฐบาลเริ่มแถลงต่อสภาฯ สิ่งที่เป็นเมกะโปรเจกต์ของพรรคภูมิใจไทย คือแลนด์บริดจ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลมาผสมผสานอย่างไร แต่เชื่อว่าพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่หลัก สัญญาณที่ภาคเอกชนเห็นคือต่างชาติเริ่มสนใจลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ จะเริ่มเห็นการลงทุน บรรยากาศต่าง ๆ ที่เข้ามาจากการวางนโยบาย และไตรมาส 3/69 น่าจะเห็นบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้ารัฐบาลประกาศออกมา ทีมเศรษฐกิจเห็นได้ชัดอยู่แล้ว นโยบายที่ทำมาเช่น Quick Win ก็จะมีแนวต่อเนื่อง ดังนั้น จะเคาะสัญญาณสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนน่าจะทำได้ต่อเนื่อง รัฐบาลรักษาการภท. เป็นคนทำงบประมาณแผ่นดินปี 70 ดังนั้น เมื่อเข้ามาต่อยอดการทำงบประมาณแผ่นดินปี 70 จะทำได้เร็ว น่าจะนำเสนอต่อสภาช่วงมิ.ย.-ก.ค. 69 ทำให้การใช้งบประมาณทำได้ต่อเนื่องและในเดือนต.ค. 69 ไม่น่าจะล่าช้า” นายธนวรรธน์ กล่าว

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะมีความล่าช้าหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้มีการประท้วงเรื่องผลการเลือกตั้งหลายแห่ง หรืออาจนำไปสู่การนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การประท้วงโดยภาคประชาชนหรือการแสดงความเห็นเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในการนับคะแนนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การสงสัยมีมูลหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ระหว่างการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ

“วิธีง่าย ๆ คือพิสูจน์ นับคะแนนใหม่เป็นเขตได้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนับใหม่ทั้งประเทศ เพราะไม่มีมูลเหตุ ซึ่งมูลเหตุตัดสินด้วยกฎหมายและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่เห็นภาพมูลเหตุที่ชี้ว่าจะต้องเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาเรื่องการตั้งรัฐบาลล่าช้า เพราะน่าจะสามารถเคลียร์ปัญหาได้ใน 1 เดือน และยังไม่เห็นว่าความเชื่อมั่นจะหายไป” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ คือการประกาศขจัดคอร์รัปชัน และต่อต้านสแกมเมอร์ โดยมองว่าเป็นประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะถ้ามีสแกมเมอร์ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะหายไป การท่องเที่ยวจะฟื้นช้า

“หลังเลือกตั้ง พรรคภท. ได้เสียงเกือบ 200 เสียง ส่งผลให้หุ้นขึ้น และเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากคนมีความมั่นใจว่า พรรคแกนนำที่มีคะแนน 200 เสียง การเลือกพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภท. มีทางเลือกหากมีพรรคใดมีปัญหาก็สามารถเลือกพรรคใหม่ได้ ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพอย่างน้อย 2 ปี ง่าย ๆ และนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ยังใช้คำว่า 4+4 คือ 4 เดือนที่เป็นรัฐบาลรักษาการ และ 4 ปี ดังนั้น ด้วยคะแนนเสียงทางการเมืองมีโอกาสที่รัฐบาลจะใกล้ครบเทอมได้ง่าย” นายธนวรรธน์ กล่าว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)