จีนปล่อยคาร์บอนลดลงในปี 68 หนุนแหล่งหมุนเวียนรองรับความต้องการพลังงาน

ศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) เปิดเผยว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนลดลง 0.3% ในปี 2568 โดยเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด และลดลงแม้ในขณะที่ความต้องการพลังงานยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

CREA ระบุว่า ปริมาณที่ลดลงดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการปล่อยมลพิษที่ลดลงในเกือบทุกภาคส่วนที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงภาคพลังงาน ที่การใช้ถ่านหินลดน้อยลงเนื่องจากเป็นปีทองของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าจะยังคงมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ลอรี มิลลีเวอร์ตา หัวหน้านักวิเคราะห์จาก CREA กล่าวว่า ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่จีนสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดได้ด้วยแหล่งพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน ทั้งยังเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บพลังงานได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกในการป้องกันปัญหาไฟดับโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

อย่างไรก็ตาม มิลลีเวอร์ตาระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าการปล่อยคาร์บอนของจีน ซึ่งครองสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของโลก ถึงจุดสูงสุดแล้วหรือไม่ เนื่องจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีนให้คำมั่นเพียงว่า จะบรรลุจุดเปลี่ยนดังกล่าวก่อนปี 2573 และจีนยังคงดำเนินยุทธศาสตร์พลังงานแบบผสมผสานในทุกรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าปริมาณการปล่อยก๊าซอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้อีกครั้ง

ทั้งนี้ สัญญาณบ่งชี้ดังกล่าวจะปรากฏชัดเจนขึ้นในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ทางการจีนจะประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ โดยมิลลีเวอร์ตาชี้ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2573 ตามความตกลงปารีส จีนจำเป็นต้องลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วย GDP ลงให้ได้ 23% ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญเมื่อพิจารณาจากที่จีนทำได้ลดลง 12% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)

ข่าวล่าสุด