
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่รับเข้าและจ่ายออก จากโรงงานอุตสาหกรรม ระหว่างกรมสรรพสามิต กับกลุ่มบริษัทน้ำมัน กลุ่มผู้ให้บริการขนส่งน้ำมัน และผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน รวมทั้งสิ้น 18 บริษัทว่า
ความร่วมมือดังกล่าว มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการบริหารจัดการข้อมูล และบูรณาการระบบฐานข้อมูลปริมาณน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับการบริหารจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน รองรับการจัดเก็บภาษีที่มีการกำหนดสัดส่วนกลไกราคาคาร์บอนต่อหน่วย หรือภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) รวมทั้งสนับสนุนแนวทางการจัดเก็บภาษี ณ โรงอุตสาหกรรมปลายทางในอนาคต
โดยเบื้องต้น จะเริ่มนำร่องทดลองใช้ระบบเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวนี้ ในวันที่ 20 มี.ค.69 ซึ่งจะใช้เวลาทดลองราว 3-4 เดือน เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และปรับปรุงในส่วนต่าง ๆ เพื่อให้มีความสมบูรณ์และพร้อมมากที่สุด หลังจากนั้น มีแผนจะเริ่มใช้งานระบบดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบและเป็นทางการตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป
“หัวใจสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การพัฒนาฐานข้อมูลกลางในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่รับเข้าและจ่ายออก จากโรงอุตสาหกรรมโดยตรงจากผู้ประกอบอุตสาหกรรม เปลี่ยนผ่านรูปแบบข้อมูลจากเอกสารกระดาษสู่ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ พร้อมบูรณาการให้สามารถเชื่อมโยง และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบงานอื่น ๆ อาทิ ระบบการยื่นแบบรายการภาษี ระบบการคืนภาษี และระบบการยกเว้น หรือลดหย่อนภาษี” อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าว

พร้อมระบุว่า ระบบดังกล่าว จะช่วยสนับสนุนกระบวนการจัดเก็บภาษีให้มีความถูกต้อง รวดเร็ว และเรียบง่าย ลดขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารแบบเดิม และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูล สู่กระบวนการดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญ เพื่อรองรับกลไกราคาคาร์บอนในอนาคต ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการคำนวณ และวิเคราะห์เพื่อกำหนดสัดส่วนภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ต่อราคาน้ำมันขายปลีกให้มีความแม่นยำ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และยังเป็นการสนับสนุนแนวทางการจัดเก็บภาษี ณ โรงอุตสาหกรรมปลายทาง ซึ่งจะช่วยให้การกำกับดูแลและการบริหารจัดเก็บภาษีมีความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น

ส่วนในแง่ของการบริหารรายได้นั้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้ จะเข้ามาช่วยเร่งกระบวนการคืนภาษีได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ผลิตภัณฑ์สรรพสามิตเป็นส่วนประกอบ จากปัจจุบันมีสัดส่วนการคืนภาษีไม่เกิน 5% ของรายได้ภาษีน้ำมันสรรพสามิตทั้งหมด ส่วนระยะยาว ตั้งเป้าหมายจะพัฒนาไปสู่การคำนวณตัวเลขภาษีสุทธิ ณ ต้นทาง ซึ่งจะช่วยลดภาระขั้นตอนการขอคืนภาษีให้กับภาคเอกชนได้
พร้อมกันนี้ นายพรชัย ยังกล่าวถึงภาพรวมการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมัน ว่า จากการปรับเพิ่มการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันขึ้น 1 บาท/ลิตรในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้กรมฯ สามารถจัดเก็บรายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้นราว 2,700-2,800 ล้านบาท/เดือน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)





