
นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง [KCC] เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานปี 68 บริษัทมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จากการดำเนินงานเติบโตขึ้นเป็น 480.16 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 73% เทียบงวดเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ 244.90 ล้านบาท เติบโตขึ้น 199% จาก 81.84 ล้านบาทในปีก่อนหน้า การเติบโตดังกล่าวเกิดจากการบริหารพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานสะท้อนการเติบโตเชิงคุณภาพของบริษัทอย่างชัดเจน ทั้งในมิติของการขยายพอร์ต การเพิ่มประสิทธิภาการจัดเก็บหนี้ และการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย
บริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งเข้าซื้อพอร์ตใหม่เพิ่มเติมรวมทั้งหมด 252 ล้านบาท ส่วนใหญ่ยังคงเป็นลูกหนี้ Corporate ที่มีหลักประกัน (Secured Portfolio) ซึ่งช่วยจำกัด Downside Risk และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์กระแสเงินสด ขณะเดียวกัน บริษัทได้เริ่มขยายตลาดไปยังลูกหนี้ประเภทอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากหลายกลุ่มสินทรัพย์ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวทาง Diversification ที่มีวินัย มุ่งเน้นการเติบโตโดยเน้นคุณภาพพอร์ตและผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อความเสี่ยง (Risk-Adjusted Return)
นายทวี กล่าวว่า ด้านการบริหารจัดเก็บหนี้ บริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการ Recovery ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินสดรับทั้งหมดในปี 607 ล้านบาท ซึ่งมาจากหลายช่องทาง ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ (TDR), การเจรจาปิดบัญชี และเงินที่ได้รับผ่านกระบวนการทางกฎหมายจากกรมบังคับคดี สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและความหลากหลายของเครื่องมือบริหารพอร์ต ส่งผลให้การแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Cash Realization) มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตคงค้าง
ในด้านของโครงสร้างเงินทุน บริษัทมีการบริหารหนี้และทุนอย่างเหมาะสม มีการออกหุ้นกู้และชำระคืนได้ตามกำหนด สะท้อนถึงวินัยทางการเงินและความสามารถในการบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ โครงสร้างทุนที่แข็งแรงและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ต่อเนื่อง ช่วยรองรับการขยายพอร์ตในอนาคตโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
“ภาพรวม ปี 68 จึงเป็นปีที่บริษัทสามารถสร้างสมดุลระหว่าง “การเติบโต” และ “การควบคุมความเสี่ยง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเพิ่มพอร์ตคุณภาพ การเร่งกระแสเงินสด การรักษาวินัยด้านต้นทุน และการบริหารเงินทุนอย่างรอบคอบ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานมีเสถียรภาพมากขึ้น กำไรเติบโตบนฐานสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป” นายทวีกล่าว
ณ สิ้นงวด 31 ธ.ค.68 บริษัทมี สินทรัพย์รวม 2.75 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เทียบงวดเดียวกันปีก่อน สะท้อนสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง โดยบริษัทมีฐานทุนมั่นคง สภาพคล่องสูง และระดับหนี้สินที่บริหารจัดการได้ พร้อมรองรับการขยายพอร์ตคุณภาพเพื่อสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนระยะยาวเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถแปลง NPL และ NPA เป็นกระแสเงินสดได้จริง และมีสภาพคล่องเพียงพอสำหรับการลงทุนรอบใหม่
ขณะที่ NPL ลดลงตามวงจรบริหารหนี้ แม้มีการลงทุนซื้อพอร์ตเพิ่มระหว่างปี แต่การปิดบัญชีและเร่งรัดคดีสะท้อนความสำเร็จในการบริหารพอร์ตเชิงรุก ด้าน NPA ปรับเพิ่มขึ้นจากการรับโอนหลักประกันเข้าสู่การบริหารโดยตรง ซึ่งเป็นการสร้างทรัพย์สินสำหรับการขายในอนาคตและเป็น buffer ของกระแสเงินสด ส่วนเงินลงทุนในตราสารทุนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการกระจายความเสี่ยงและการสร้างแหล่งรายได้เสริมในระยะถัดไป
นายทวีกล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในปี 69 คาดว่าจะยังคงมีความสำคัญและมีบทบาทสูงในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและ NPL เชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนเปราะบางและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งแรกของปี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)





