FETCO เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุนยัง”ร้อนแรงอย่างมาก”ตอบรับเงินไหลเข้า-การเมืองมีเสถียรภาพ

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20-28 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 181.16 ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก” ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 นักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และสงครามการค้า

นักลงทุนสนใจลงทุนในหมวดธนาคาร (BANK) มากที่สุด รองลงมาคือหมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) และหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERG) ในขณะที่นักลงทุนเห็นว่าหมวดยานยนต์ (AUTO) ไม่น่าสนใจมากที่สุด รองลงมาคือหมวดเหมืองแร่ (MINE) และหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERG)

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นรายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในขณะที่ กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ กลุ่มนักลงทุนสถาบัน และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก ”

ผลสำรวจ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 รายกลุ่มนัลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 16.9% อยู่ที่ระดับ 151.56 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 22.2% อยู่ที่ระดับ 183.33 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 53.4% อยู่ที่ระดับ 187.50 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศทรงตัว อยู่ที่ระดับ 200.00

FETCO ระบุว่า SET Index ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เคลื่อนไหวภายใต้แรงหนุนจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งและความคาดหวังต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ ควบคู่กับ กนง.มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อพยุงการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วยปลายเดือน

โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปิดที่ 1,528.26 ปรับขึ้น 15.29% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 59,748 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 54,596 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีต่างชาติซื้อสุทธิรวม 58,905 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกและความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างมหาอำนาจและนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากทั่วโลกเป็น 15% เพื่อตอบโต้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้า แม้จะมีคำสั่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่มองว่าการเก็บภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในส่วนของปัจจัยในประเทศ ปัจจัยด้านการเมืองและการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจยังคงเป็นตัวแปรหลักที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะความชัดเจนของเสถียรภาพรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนสาธารณะ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด

  • รายบุคคล – ส่วนใหญ่มองว่าสถานการณ์การเมืองในประเทศ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือ การไหลเข้าของเงินทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
  • กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ – มองว่าการไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์การเมืองในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
  • กลุ่มสถาบันในประเทศ – เห็นว่าการไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์การเมืองในประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
  • ต่างชาติ – มองว่าการไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด

ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด

  • รายบุคคล – เห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ
  • กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ – มองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศและสงครามการค้า
  • กลุ่มสถาบันในประเทศ – เชื่อว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศและการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ
  • ต่างชาติ – เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และสงครามการค้า เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นมากที่สุด

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มี.ค. 69)