TISCO มอง GDP ไทยจ่อหลุด 1% บาทอ่อน 35 หากพิษฮอร์มุซรุนแรง ส่งกลยุทธ์ Family First เสริมภูมิคุ้มกัน

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ 1.8% แม้ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในช่วงปลายปีก่อน ตามมาตรการ Fast-pass ของภาครัฐและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐที่น้อยกว่าคาด แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ทั้งปุ๋ย เม็ดพลาสติก ตามต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้น

โดยประเมินว่าทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมุติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐ /บาร์เรล จะกระทบ GDP ราว 0.3-0.4 ppt. ดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8% และมีแนวโน้มที่จะทำให้เงินบาทอ่อนแตะ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐเป็นอย่างน้อยในไตรมาส 2/6 โดยต้องจับตาพัฒนาการของสงครามและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในปีนี้ และค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปไกลถึง 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากปัจจัยภายนอก ครัวเรือนไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) และความเปราะบางด้านสุขภาพ (Health Risk) ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

โดยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกระบุว่า ไทยอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 7-14% ภายในปี 93 หากไม่สามารถปรับตัวรับมือได้กับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ เนื่องจากประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลงจากอากาศร้อนจัด น้ำท่วมรุนแรง ผลผลิตภาคการเกษตรที่ถดถอย และการกัดเซาะชายฝั่งที่ทำลายภูมิทัศน์และส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว แม้การลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวอาจช่วยหนุน GDP ได้ราว 4-5% แต่ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเร่งดำเนินการในหลายด้าน

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ สังคมสูงอายุระดับสุดยอด จากสัดส่วนผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 28% ภายในไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้า จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ราว 22% ขณะที่อัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่องในหลายทศวรรษกำลังลดทอนฐานแรงงานและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจปีละ 0.5-1% ในช่วง 30 ปีข้างหน้า จากอุปทานแรงงานที่ลดลง อีกทั้งผลิตภาพลดลง และภาระทางการคลังด้านระบบสาธารณสุขและบำนาญที่สูงขึ้น สวนทางกับรายได้ภาษีที่ลดลงตามจำนวนแรงงานวันทำงาน

ความท้าทายนี้ยังสะท้อนชัดในระดับครัวเรือน เมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากกว่า 35.7% ยังต้องพึ่งพาบุตรหลาน และอีกกว่า 33.9% ยังต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพต่อเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 60 ระบุว่ารายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุต่อคนอยู่ที่ 7,000 บาท ในเขตเมือง และ 4,500 บาท่ในเขตชนบท ซึ่งสูงกว่าเบี้ยผู้สูงอายุที่รัฐจัดสรรในอัตรา 600-1,000 บาท/เดือนหลายเท่าตัว ส่งผลให้ครอบครัวจำนวนมากเผชิญความเปราะบางทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านสุขภาพ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดย Global Medical Trend Survey ชี้ว่า ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยเติบโตสูงถึง 10.8% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่คาดว่าจะปรับขึ้นราว 10% โดยแม้รัฐจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังมีคนไทยอีกราว 8% ที่ไม่มีประกันสุขภาพหรือได้รับความคุ้มครองไม่เพียงพอ ส่งผลให้หลายครัวเรือนเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวทางการเงินจากการเจ็บป่วย และมีโอกาสตกสู่ความยากจนจากค่ารักษาที่เพิ่มแบบก้าวกระโดด

“เมื่อเกิดการเจ็บป่วย แรงงานจะมีผลิตภาพที่ลดลง และอาจนำมาซึ่งภาวะวิกฤติที่ต้องหยิบยืม หรือนำทรัพย์สินไปจำหน่ายเพื่อจ่ายค่ารักษา ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไม่จำเป็น การปิดความเสี่ยงต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้นเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในระดับครัวเรือน และในระดับประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงที่อาจถูกละเลยแต่สามารถจัดการได้เหล่านี้ในอนาคต” นายเมธัส กล่าว

นางกุสุมา ประถมศรีเมฆ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส TISCO กล่าวว่า ความเสี่ยงยุคใหม่กำลังส่งผลกระทบต่อครอบครัวไทย จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ครัวเรือนไทยกว่า 77% ไม่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนยังทรงตัวในระดับสูงราว 90% ของ GDP และค่ารักษาพยาบาลยังเติบโตเร็วกว่ารายได้อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10–11% ทำให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินมากที่สุด

จากโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป โดยครอบครัวเดี่ยวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้สูงอายุต้องพึ่งพาลูกหลานมากขึ้น ทำให้ภาระการดูแลและภาระทางเศรษฐกิจของครัวเรือนทวีความเข้มข้นมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงยุคใหม่ยัง “ไหลลงมาถึงระดับครอบครัว” อย่างชัดเจน ทั้งความเสี่ยงจากสังคมอายุยืน (Longevity Risk) ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง (Healthcare Inflation) ความผันผวนทางเศรษฐกิจ (Economic Volatility) ผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนและภัยพิบัติ (Climate & Catastrophe) ตลอดจนความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยีดิจิทัลและการรุกคืบของ AI (Digital Risk / AI Disruption) ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยซ้อนทับกันและกระทบความมั่นคงครัวเรือนในทุกมิติ

ท่ามกลางความเสี่ยงที่หลากหลาย วิธีปกป้องครอบครัวแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ครอบครัวจำเป็นต้องมี “ระบบจัดการความเสี่ยงทั้งครอบครัว (Family Risk Management System)” ที่ดูแลครบทั้งสุขภาพ รายได้ ทรัพย์สิน และอนาคตระยะยาว เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละครอบครัว ตามบทบาทของทิสโก้ในฐานะ Your Trusted Financial Advisor จึงไม่ใช่เพียงการแนะนำผลิตภัณฑ์ แต่คือการเป็นที่ปรึกษาที่เดินไปกับลูกค้า ช่วยตั้งคำถามที่ถูกต้อง ตรวจสอบความเสี่ยงที่มองไม่เห็น และประกอบเกราะคุ้มครองให้มีความต่อเนื่องทางการเงินแม้ในวันที่ไม่คาดคิด

นายโสฬส ศิวะไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประกันภัยธนกิจ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ทิสโก้ได้พัฒนา “Family First – 3 Save Series” ระบบความคุ้มครองที่ทำงานเสมือน “งบดุลของครอบครัว” ขึ้น ที่มองทรัพย์สิน ภาระ และเป้าหมายอย่างสัมพันธ์กัน ตั้งหลักด้วยการ “Save ความฝัน” เพื่อรักษาอนาคตของครอบครัวไม่ให้ถูกกลืนหายไปกับความผันผวน ไม่ว่าจะเป็นเงินการศึกษาของลูก การออมตามเป้าหมาย หรือแผนเกษียณ ต่อด้วย “Save ความเสี่ยง” เพื่อปิดจุดเปราะบางที่ทำให้ชีวิตสะดุด ทั้งค่ารักษาโรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และรายได้ที่อาจหยุดชะงัก และปิดท้ายด้วย “Save ทรัพย์สิน” เพื่อปกป้องฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต ทั้งตัวบ้าน รถ ของใช้จำเป็น ไปจนถึงทรัพย์สินดิจิทัลในยุคที่เทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งของกิจวัตร

“ปัญหาที่เราเห็นบ่อย คือความคุ้มครองที่มีอยู่ไม่พอในจุดที่จำเป็น หรือมีหลายฉบับแต่ไม่สอดประสานกัน เกิดช่องว่างที่ครอบครัวไม่เคยมองเห็น กระทั่งวันที่เกิดเหตุ จึงรู้ว่าระบบมีรอยรั่ว ทิสโก้จึงพัฒนาระบบคุ้มครองที่มองภาพของทั้งครอบครัว ไม่จำกัดอยู่แค่กรมธรรม์รายชิ้น และไม่ใช่การขายแพ็กเกจสำเร็จรูป แต่เป็นการ “ประกอบเกราะ” ให้พอดีกับชีวิตของแต่ละครอบครัว (Personalized Protection) โดยใช้แนวคิด Open Architecture คัดเลือกผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรประกันกว่า 15 บริษัท เพื่อให้ลูกค้าได้รับทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดทั้งด้านคุณภาพและความคุ้มค่า” นายโสฬส กล่าว

ในเชิงสถานการณ์ แนวทางที่ปรึกษาเชิงรุกนี้ คือการจัดลำดับสิ่งสำคัญตามบริบทของแต่ละบ้าน ยกตัวอย่าง คนโสดวัยทำงาน ซึ่งมีรายได้เป็นทรัพยากรหลักควรตั้ง “เกราะสุขภาพ” เป็นแกนกลาง ควบคู่กับความคุ้มครองโรคร้ายแรงและรายได้ทดแทนในช่วงพักรักษาตัว เพื่อให้ค่าใช้จ่ายประจำยังดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด พร้อมดูแลทรัพย์สินจำเป็นอย่างคอนโดมิเนียม รถยนต์ และเสริมภูมิคุ้มกันด้านดิจิทัลสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ไปพร้อมกัน ขณะที่อนาคตก็ไม่ควรมองข้าม ด้วยการเริ่มออมตามเป้าหมายระยะสั้นถึงกลางและวางแผนเกษียณ

ส่วนครอบครัวกลุ่มแซนด์วิชที่ต้องดูแลทั้งลูกเล็กและผู้สูงอายุ ความเสี่ยงมักไม่ได้มาเพียงด้านเดียว การออกแบบระบบคุ้มครองจึงต้องโอบรับทั้งบ้าน เริ่มจากเสริมเกราะให้ผู้หาเลี้ยงหลักด้วยความคุ้มครองโรคร้ายแรง วางแผนสุขภาพสำหรับทุกคนในบ้าน เพิ่มความคุ้มครองอุบัติเหตุที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และปกป้องฐานสำคัญที่เป็นทรัพย์สินในบ้าน เพื่อลดโอกาสการ “ดึงเงินฉุกเฉิน” ออกมาใช้โดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกัน แผนการศึกษาของลูกและแผนเกษียณของพ่อแม่ควรถูก “กันเงิน” แยกให้ชัดเจน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของอนาคต แม้เกิดเหตุไม่คาดคิดกับผู้หาเลี้ยงหลัก ครอบครัวก็ยังยืนหยัดได้โดยไม่ล้มทั้งระบบ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 69)