
กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนามเปิดเผยเมื่อวานนี้ (16 มี.ค.) ว่า เวียดนามได้ขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ในการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนในประเทศ หลังห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกถูกขัดขวางจากสงครามอิหร่าน
รอยเตอร์รายงานว่า เหงียน ฮว่าง ลอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ได้ร้องขอเรื่องดังกล่าวในระหว่างการพบปะหารือกับมัตสึโอะ ทาเคฮิโกะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น และคิม จองกวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ นอกรอบการประชุมสุดยอดความมั่นคงทางพลังงาน ที่กรุงโตเกียว เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
กระทรวงอุตสาหกรรมของเวียดนามระบุในแถลงการณ์ว่า นายลองได้ขอให้ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญและมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมหาศาล สนับสนุนเวียดนามในการจัดหาและเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ และได้ขอให้เกาหลีใต้สนับสนุนเวียดนามในการเข้าถึงแหล่งน้ำมันดิบเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้า ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ซับซ้อนในตะวันออกกลาง
ข้อมูลระบุว่า ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 254 วัน และเกาหลีใต้ใช้ได้ 208 วัน ขณะที่คลังสำรองส่วนใหญ่ในประเทศเวียดนามถือครองโดยบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ถูกกำหนดให้ต้องสำรองน้ำมันไว้ใช้เป็นเวลา 20 วัน ซึ่งหมายความว่าปริมาณน้ำมันในคลังส่วนใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อหมุนเวียนในตลาดทันที มากกว่าที่จะเป็นการสำรองไว้ใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินระยะยาว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเวียดนามสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบรุนแรงจากสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม โดยรายงานระบุว่า แม้เวียดนามจะมีโรงกลั่นน้ำมันสองแห่งที่ผลิตเชื้อเพลิงตอบโจทย์ความต้องการในประเทศได้ 70% แต่ปริมาณน้ำมันดิบที่นำมากลั่นนั้น ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 87% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด
ขณะเดียวกัน เวียดนามยังเตือนให้อุตสาหกรรมการบินเตรียมพร้อมรับการปรับลดเที่ยวบินตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป หลังจากจีนและไทยระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามเช่นกัน โดยเวียดนามต้องนำเข้าน้ำมันเครื่องบินถึงสองในสามของการใช้ทั้งหมดจากทั้งสองประเทศนี้
เป้าหมายเศรษฐกิจสั่นคลอน
นอกจากนี้ วิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกำลังคุกคามเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามที่ตั้งไว้สูงถึง 10% ต่อปีในช่วงปี 2569-2573 ตามมติของสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ปัจจุบัน รัฐบาลเวียดนามได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนประหยัดเชื้อเพลิง โดยสนับสนุนให้ใช้จักรยาน เดินทางร่วมกัน (carpool) หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว
ด้านรัฐมนตรีเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียนประชุมที่ฟิลิปปินส์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งนี้ โดยแสดงความกังวลว่าสงครามที่ยืดเยื้อจะกลายเป็นความท้าทายต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพความเป็นอยู่ของประชาชนนับล้านในภูมิภาค ซึ่งรุนแรงกว่าผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 69)





