
อิหร่านเปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 มี.ค.) สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ (Natanz) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหลักของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ และอิสราเอลยังไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่ออิสราเอลระบุว่าเป็นฝีมือของเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ
อิหร่านตอบโต้ทันควันด้วยการยิงขีปนาวุธใส่เมืองทางตอนใต้ของอิสราเอล ใกล้กับศูนย์วิจัยนิวเคลียร์เนเกฟ (Negev) ของอิสราเอล โดยเจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่าการโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บเกือบ 200 คน
สำนักข่าวซินหัวระบุว่า การปะทะกันดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งไปสู่จุดที่อันตรายยิ่งขึ้น จากเดิมที่สร้างความปั่นป่วนทั่วภูมิภาคอยู่แล้ว ทั้งยังสั่นคลอนตลาดพลังงานโลก และขัดขวางการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสัดส่วน 1 ใน 5 ของโลก
การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
โรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ โรงงานนิวเคลียร์ชาฮิด อาห์มาดี-โรชาน (Shahid Ahmadi-Roshan) ในเมืองนาทานซ์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 220 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดินหลักของอิหร่าน จึงตกเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยถูกโจมตีมาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2568 ครั้งต่อมาต้นเดือนมีนาคม 2569 และล่าสุดเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยภาพถ่ายดาวเทียมและรายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุถึงความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างบริเวณทางเข้าและโครงสร้างรองรับโรงงานใต้ดิน
ย้อนกลับไปในการโจมตีครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โรงงานนิวเคลียร์ที่เมืองฟอร์โดว์ (Fordow) และอิสฟาฮาน (Isfahan) ก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน แต่ในการโจมตีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่มีรายงานว่าโรงงานนิวเคลียร์สองแห่งนี้ถูกโจมตี
ส่วนครั้งต่อมาเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2569 อิสราเอลอ้างว่า “สถานที่ลับ” แห่งหนึ่ง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเตหะราน ซึ่งเชื่อว่าใช้สำหรับพัฒนาส่วนประกอบอาวุธนิวเคลียร์ ได้ถูกโจมตีเมื่อประมาณวันที่ 3 มีนาคม
มีความเสี่ยงรังสีรั่วไหลหรือไม่
หน่วยงานนิวเคลียร์ของอิหร่านและนานาชาติระบุว่า การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงจากรังสีต่อสาธารณชน โดยองค์การพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่าน (AEOI) และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ยืนยันว่าไม่มีสารกัมมันตรังสีรั่วไหล และการตรวจสอบในประเทศเพื่อนบ้านก็แสดงให้เห็นว่าระดับรังสียังไม่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA เตือนว่าการโจมตีอย่างต่อเนื่องอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า โรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ไม่มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่กำลังเดินเครื่องอยู่ และไม่ได้เก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วที่มีกัมมันตรังสีสูง ขณะที่การโจมตีเครื่องปฏิกรณ์ที่กำลังทำงานอยู่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร (Bushehr) เป็นอันตรายกว่ามากสำหรับประชาชนในพื้นที่โดยรอบ
อิหร่านตอบโต้อย่างไร
อิหร่านตอบโต้อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเย็นวันเสาร์ อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองดิโมนา (Dimona) และอารัด (Arad) ทางตอนใต้ของอิสราเอล ซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์วิจัยนิวเคลียร์เนเกฟของอิสราเอล แม้ว่าตัวศูนย์วิจัยจะไม่ถูกโจมตี แต่มีผู้บาดเจ็บเกือบ 200 คน รวมถึงเด็ก ๆ ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ยืนยันว่ามุ่งเป้าโจมตี “สถานที่ทางทหาร”
การโจมตีของอิหร่านถือเป็นการเพิ่มแรงกดดันและทดสอบขีดจำกัดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล อย่างไรก็ดี อิหร่านยืนยันว่าการโจมตีตอบโต้ทั้งหมดเป็นการป้องกันตนเอง และขู่ว่าจะยกระดับความขัดแย้งหากอิหร่านยังคงถูกโจมตี ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อิหร่านประกาศว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน “จะดำเนินต่อไป” แม้จะได้รับความเสียหายก็ตาม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 มี.ค. 69)





