
บล.อินโนเวสท์เอกซ์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลก “น้ำมันปาล์ม” และ “เอทานอล” ขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในภาคพลังงานของไทย ในฐานะวัตถุดิบหลักสำหรับการผลิตไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ พลังงานทางเลือกเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ประเทศรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดความเสี่ยงของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องแบกรับภาระการอุดหนุนราคาพลังงานมูลค่ามหาศาล โดยในช่วงวันที่ 9-15 มี.ค. 69 การจ่ายเงินสนับสนุนเฉลี่ย 1,700 ลบ./วัน และฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบ 1.26 หมื่นลบ.
นอกจากนี้ ภาครัฐมีการเตรียมมาตรการรับมือเพิ่มเติมโดยจะพิจารณาปรับสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น จากเดิม B5 ได้เพิ่มสัดส่วนเป็น B7 และมีแผนจะเพิ่มขึ้นเป็น B10 หรือ B20 ในระยะต่อไป และการสนับสนุนการใช้ E20 เป็นต้น
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่อแววยืดเยื้อและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เมื่อต้นทุนพลังงานจากฟอสซิลมีราคาแพง ความน่าสนใจและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจึงเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยนี้ทำหน้าที่เป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันให้ความต้องการใช้ (Demand) ทั้งน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซล และเอทานอลเพื่อผลิตแก๊สโซฮอล์ ขยายตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อลากยาวไปพร้อมๆ กับการที่ไทยและภูมิภาคต้องเผชิญหน้ากับปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Nino) ซึ่ง สทนช. คาดจะเริ่มต้นตั้งแต่ช่วง พ.ค. 2569 เป็นต้นไป เข้ามาซ้ำเติม ภาวะภัยแล้งและปริมาณน้ำฝนที่ทิ้งช่วงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร ทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันและอ้อย (วัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล) ออกสู่ตลาดลดลงอย่างหนัก เมื่อความต้องการใช้พลังงานทดแทนพุ่งสูงขึ้น แต่ฝั่งอุปทาน (Supply) กลับหดตัวลงจากภัยแล้ง สถานการณ์นี้จะกลายเป็นความเสี่ยงขาขึ้น (Upside Risk) สำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และเอทานอลปรับตัวสูงขึ้นแรงกว่าปกติ
ภายใต้ภาวะราคาวัตถุดิบสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์เอลนีโญ กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ผู้ประกอบการกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) โรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ รวมถึงผู้ผลิตน้ำตาลและมันสำปะหลังที่มีธุรกิจเอทานอลครบวงจร โดยเฉพาะกลุ่มที่มี “สต็อกต้นทุนต่ำ” และ “มีพื้นที่ปลูกเป็นของตนเอง” จะได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญจากการขยายตัวของส่วนต่างราคา (Margin) ผ่านการรับรู้กำไรจากมูลค่าสต็อก (Inventory Gain) และมีต้นทุนวัตถุดิบที่คงที่กว่าคู่แข่งที่ต้องจัดหาใหม่ทั้งหมด
สำหรับหุ้นที่คาดจะได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ ได้แก่
กลุ่มผู้ผลิตไบโอดีเซลและเอทานอล (BBGI, GGC, UBE): ได้ประโยชน์จากภาครัฐจะเน้นอุดหนุนราคาขายปลีกและลดราคา E20 เพื่อจูงใจการใช้ ซึ่งจะช่วยหนุนปริมาณการขายเอทานอลให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูง
กลุ่มผู้ผลิตปาล์มน้ำมันครบวงจร (UVAN, VPO, CPI): โดยเฉพาะผู้ที่มีสัดส่วนพื้นที่ปลูกเองสูงจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้รับประโยชน์เต็มที่จากราคา CPO ขาขึ้น ส่งผลให้ Margin กว้างขึ้นชัดเจน
กลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลและเอทานอล (KSL, KTIS, BRR): ได้อานิสงส์จากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่พุ่งสูงจากปัญหาภัยแล้งควบคู่ไปกับราคาขายเอทานอลที่ปรับขึ้นตามทิศทางราคาสินค้าเกษตรอ้างอิงและกลไกตลาด
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ต้องจับตา คือ สินค้ากลุ่มนี้มีผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกภาครัฐแทรกแซง อาทิ การสั่งลดสัดส่วนการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ, การประกาศเป็นสินค้าควบคุมราคา (น้ำตาล/น้ำมันขวด) หรือการจำกัดการส่งออก เพื่อคุมเงินเฟ้อในประเทศ ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนที่เหมาะสมสำหรับหุ้นกลุ่มนี้จึงควรเน้น “เก็งกำไรตามรอบ (Trading)” เมื่อเห็นสัญญาณราคา Commodity ขยับขึ้น และให้ระวังแรงเทขายหากมีข่าวหน่วยงานรัฐ (กบง./กกร.) มีแผนออกมาตรการสกัดราคา
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 มี.ค. 69)





