
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กล่าวภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถึงภาพรวมราคาน้ำมันว่า ขณะนี้สถานการณ์ในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างมาก และล่าสุดเพิ่งปรับตัวสูงขึ้นอีก 4 เหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกไทยจำเป็นต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนน้ำมันฯ ยังคงทำหน้าที่เข้ามาดูแลเพื่อให้ราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด
อย่างไรก็ตาม กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเข้าไปช่วยดูแล เพื่อให้ราคาขายปลีกในประเทศอยู่ในระดับเหมาะสม แต่จะสามารถตรึงเพดานราคาไว้ที่ 33 บาท/ลิตรได้นานเพียงใดนั้น ยังต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด ซึ่งในช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันดีเซลในไทยขึ้นไปถึง 35 บาท/ลิตร
ส่วนการคาดการณ์ราคาน้ำมันจะเป็นเท่าใดนั้น ทางกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้มีการจัดทำแผนคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว โดยจะนำความผันผวนของแต่ละวันมาตั้งไว้ประกอบกับเงินสภาพคล่องในแต่ละวันว่า เราสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้เท่าใด ก่อนจะนำเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ต่อไป
สภาพัฒน์ ยันกองทุนน้ำมันฯ ยังดูแลได้-การกู้เงิน ต้องรอรัฐบาลใหม่
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวว่า กองทุนน้ำมันฯ ยังมีศักยภาพเพียงพอ แม้จะอยู่ในสภาวะที่ไม่ปกติ ซึ่งจะยังคงอยู่ในสภาวะนี้ไปอีกระยะหนึ่ง และถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยุติลงแต่ไม่ได้หมายความว่าราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว โดยจะอยู่ในระดับสูงแล้วค่อย ๆ ลดลง เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลาย ๆ พื้นที่ในกลุ่มประเทศอาหรับได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบ ดังนั้นการจะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้กลับมาอยู่กำลังการผลิตเดิมคงต้องใช้เวลา ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายประเทศยังมีความต้องการใช้น้ำมันอยู่ จึงขอย้ำให้ประชาชนช่วยกันประหยัดพลังงาน
ส่วนกองทุนน้ำมันฯจะสามารถแบกรับภาระหนี้จากการตรึงราคาน้ำมันไว้ที่เท่าใดนั้น นายดนุชา กล่าวว่า ต้องพิจารณาจากหลายส่วนแต่ขณะนี้ยังสามารถดูแลได้ ส่วนแนวทางในการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ นั้น จะต้องรอรัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศก่อน
กกพ. ยืนยัน LNG ไม่มีปัญหานำเข้า พร้อมเตรียมจัดหาเพิ่มเติม
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกกกพ. กล่าวว่าสถานการณ์พลังงานโลกในปัจจุบัน มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในเรื่องของปัจจัยทางด้านภูมิศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อปริมาณและราคาLNG ในตลาดโลก โดยในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนของประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเป็นประจำทุกปี จึงจำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการทั้งในด้านปริมาณ และราคาอย่างรอบคอบ
“ทางกกพ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด และได้บริหารจัดการในเรื่องของปริมาณ และการจัดหา LNG มาสำรองให้เพียงพอ รวมถึงติดตามทิศทางราคาในตลาดโลก และจะมีการสร้างหลักประกันให้เกิดสร้างความมั่นใจว่าระบบพลังงาน ระบบไฟฟ้าในประเทศไทยจะมีเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอและไม่มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนในระยะสั้น”
ทั้งนี้ กกพ. ได้ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้จัดหาเชื้อเพลิงในการกระจายไปยังแหล่งอื่น ๆ ในตลาดโลกที่มีความปลอดภัยจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และปรับแผนในการจัดหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ราคา LNG ที่ได้มาเหมาะสมและเป็นธรรม
นอกจากนี้ ได้มีการปรับแผนการนำเข้า SPOT LNG เพิ่มเติมในเดือนมีนาคม – เมษายน อีก 3 ลำเรือ ซึ่งปัจจุบันได้จัดหามาแล้ว 2 ลำเรือสำหรับเดือนเมษายน และคาดว่าในส่วนของเรือลำที่สามอาจจะยังไม่จำเป็นในขณะนี้ แต่เนื่องจาก สถานการณ์ยังไม่ได้น่าวางใจ จึงยังเฝ้าติดตามสถานการณ์
ส่วนสถานการณ์ LNG คงคลัง ในประเทศประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูง และเพียงพอสำหรับรองรับปริมาณความต้องการใช้ของประเทศได้ แต่กกพ.ได้มีการกำชับว่า การจัดหา SPOT LNG ทุกครั้งจะต้องมีการแข่งขันราคา ซึ่งให้เป็นไปตามระเบียบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในด้านราคา
สำหรับการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า ได้มีการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังน้ำ และเพิ่มการใช้ก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งผลลัพธ์ในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ได้ช่วยลดการนำเข้า LNG ลงได้ถึง 70% ของ 1 ลำเรือ มาตรการดังกล่าวทำให้สะท้อนความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าในประเทศไทย ที่จะสามารถบริหารจัดการเรื่องของเชื้อเพลิงในยามวิกฤต
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 มี.ค. 69)





