
บล.เอเซียพลัส ระบุว่า มติล่าสุดจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด เมื่อมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด (ทั้งดีเซลและเบนซิน) ถึง 6 บาทต่อลิตร โดยมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 69 สาเหตุหลักเกิดจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้กองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระจนติดลบสะสมกว่า 35,000 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาได้อีก และต้องยอมปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนจริงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาสภาพคล่อง
อีกมุมหนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดเผยทางเลือก 3 แนวทางสำหรับค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 69 โดยมีเพดานราคาสูงสุดอยู่ที่ 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งปัจจัยกดดันมาจากเหตุผลเดียวกัน คือ ผลกระทบของสงคราม ซึ่ง กกพ. ได้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งกรอบราคาที่วางไว้ 3.95 – 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งต้องติดตามว่าสุดท้ายแล้วค่าไฟจะอยู่ที่เท่าไหร่
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ สภาพัฒน์) ระบุว่า ทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จะฉุด GDP ของไทยให้ลดลงถึง 0.02% และได้ประเมินความเสี่ยงในไทยไว้ 3 ระดับ:
- กรณีฐาน (BASE CASE): ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 85 เหรียญฯ/บาร์เรล ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทยราว 1%
- กรณีเสี่ยง (RISK CASE): ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 95-105 เหรียญฯ/บาร์เรล ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทย 1.9% เสี่ยงเกิดภาวะ STAGFLATION
- กรณีเลวร้าย (WORST CASE): ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทะลุ 120 เหรียญฯ/บาร์เรล ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทยสูงเกิน 1-3% เสี่ยงเกิดภาวะ RECESSION (เศรษฐกิจถดถอย)
ส่วนผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในมุมรายอุตสาหกรรม มีรายละเอียดดังนี้
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง: ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนก่อสร้าง แม้ว่าการใช้น้ำมันดีเซลในงานก่อสร้างทั่วไปจะมีสัดส่วนต่ำมาก ไม่ถึง 1% ของต้นทุนทั้งหมด ยกเว้นงานเสาเข็มที่จะมีสัดส่วนของต้นทุนน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 6% ของต้นทุนก่อสร้าง แต่จะส่งผลทางอ้อมต่อราคาวัสดุหลัก เช่น ปูนซีเมนต์ คอนกรีต และเหล็กเส้น ซึ่งรวมกันคิดเป็น 30–40% ของต้นทุนโครงการ โดยค่าขนส่งและต้นทุนพลังงานในการผลิตวัสดุก่อสร้างมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน สำหรับบริษัทรับเหมาฯ ที่รับงานโครงการภาครัฐจะได้รับการชดเชยผ่าน “ค่า K” ที่ปรับตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง แต่ผู้รับเหมาในงานภาคเอกชนต้องแบกรับต้นทุนเอง ทำให้หลายบริษัทเลือกกระจายความเสี่ยงด้วยการส่งงานต่อผู้รับเหมาช่วงเพื่อจัดการต้นทุนเฉพาะหน้า
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้างเป็นหลักผ่านต้นทุนด้านการขนส่ง ทั้งในส่วนของการขนส่งวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิต และการกระจายสินค้าไปยังจุดขายต่างๆ เนื่องจากพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตส่วนใหญ่เป็นถ่านหิน ชีวมวล (BIOMASS) และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้ผันแปรตามราคาน้ำมันดีเซลโดยตรง สำหรับบริษัทปูนซีเมนต์ แม้จะมีการกำหนดราคาขายหน้าโรงงานอย่างชัดเจน แต่ในกรณีที่มีการจัดส่งสินค้าถึงปลายทางของลูกค้า บริษัทจะคิดค่าขนส่งแยกต่างหาก โดยปรับตามต้นทุนราคาน้ำมันตามเงื่อนไขที่กำหนด
กลุ่ม รพ.: กระทบจำกัด แม้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจะทำให้ต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วน 20–25% ของต้นทุน รพ. เพิ่มสูงขึ้น แต่กว่า 80–90% ถูกล็อกผ่านสัญญารายปี รวมถึงการกระจาย SUPPLIER และการเพิ่มสต็อกเป็น 60–90 วัน ช่วยลดความผันผวนระยะสั้นได้ ด้านค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค แม้ใช้พลังงานต่อเนื่อง 24 ชม. แต่คิดเป็นเพียง ~2% ของรายได้ สามารถชดเชยด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นด้านอื่นๆ แทน เช่น การชะลอ ROADSHOW ในต่างประเทศ และอุปสงค์การรักษาพยาบาล แม้อาจมีผลเชิงจิตวิทยาต่อค่าครองชีพและการเดินทาง แต่โอกาสกระทบจำกัด เนื่องจากบริการแพทย์เป็นอุปสงค์ไม่ยืดหยุ่น (INELASTIC DEMAND) โดยเฉพาะโรคเฉียบพลันและเรื้อรังที่ไม่สามารถเลื่อนการรักษาได้
กลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง: ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะได้รับผลกระทบจาก 1) ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น, 2) ค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในค่าสาธารณูปโภค โดยในกลุ่มผู้ขายสินค้าอุปโภคบริโภค (BJC, CPALL, CPAXT, CRC) มีค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค 2% – 9% โดย CPALL ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มากสุดในกลุ่มตามสาขาที่มีอยู่มากสุดราว 1.6 หมื่นสาขาทั่วประเทศ และ 3) กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มี.ค. 69)





