สมาคมค้าปลีกผนึกพาณิชย์เดินหน้า”ไทยช่วยไทย”พร้อมเสนอมาตรการ 3 ระยะช่วยลดค่าครองชีพ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประกาศความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเร่งด่วน ระดมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นโดยเฉพาะ สินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่ายกว่า 5,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาประหยัดผ่านช่องทางค้าปลีกทั่วประเทศ พร้อมเสนอ มาตรการขับเคลื่อน 3 ระยะ เพื่อดูแลค่าครองชีพอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับเสนอขยายช่องทางร้านค้ารองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย” จะเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค.69 ครอบคลุมระยะเวลา 2 เดือน มุ่งเน้นการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาประหยัดทั่วประเทศ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านปริมาณสินค้า โดยยืนยันว่ามีการบริหารจัดการสต็อกอย่างเพียงพอและบริหารความเสี่ยงของการปรับขึ้นราคาได้ในระยะสั้น โดยอาศัยความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานที่มีผลต่อราคาสินค้า สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อนมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว โดยในระยะเร่งด่วนทาง สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ อย่างเต็มที่ ผ่านการนำสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพของห้างร้านในกลุ่มสมาชิกและเครือข่าย มาจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เพื่อเพิ่มตัวเลือกและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน อีกทั้งเสนอให้ขยายช่องทางร้านค้าที่รองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปยังโมเดิร์นเทรด เพื่อให้เกิดความสะดวกและรองรับความต้องการมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เล็งเห็นว่าการดูแลค่าครองชีพจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงขอเสนอมาตรการ 3 ระยะ ดังนี้

1. ระยะสั้น – ประคองราคา (ช่วง 60 วันแรก)

– เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชน ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ส่งปลีกไทย ผู้ผลิตผู้จัดจำหน่าย โดยกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความเสี่ยงด้านอุปทานสินค้า เพื่อให้สามารถวางแผนบริหารสต๊อก ดูแลราคาสินค้าได้อย่างทันท่วงที

– กำหนด “ตะกร้าสินค้าจำเป็นราคาประหยัด (สินค้าธงฟ้า)” มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นเหล่านี้ในราคาที่เหมาะสม

2. ระยะกลาง – ลดต้นทุน (ช่วง 60 วัน – 12 เดือน)

– กำหนดการจัดกลุ่มสินค้าเป้าหมายอย่างชัดเจน แบ่งเป็น สินค้าจำเป็นสูง , สินค้าจำเป็นที่มีสินค้าทดแทนได้ แยกออกจากสินค้าทั่วไป เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการดูแลความเหมาะสมของราคาและความพร้อมของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการและตรงตามกลุ่มเป้าหมาย

– เสนอให้มีมาตรการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคและต่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่เข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง

3. ระยะยาว – ปรับโครงสร้าง (ช่วง 1-3 ปี)

– เสนอให้ยกระดับโครงสร้างระบบค้าปลีกและโลจิสติกส์ของประเทศ โดยพัฒนาเครือข่ายกระจายสินค้าในระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสต็อกและการขนส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีในทุกพื้นที่

– ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกในระบบขนส่งเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มี.ค. 69)