
เมื่อเวลา 15.14 น.
CK ลบ 4.55 มาที่ 14.70 บาท ลดลง 0.70 บาท มูลค่าซื้อชาย 76.91 ล้านบาท
STECON ลบ 2.56% มาที่ 11.40 บาท ลดลง 0.30 บาท มูลค่าซื้อชาย 98.16 ล้านบาท
STPI ลบ 3.27% มาที่ 4.14 บาท ลดลง 0.14 บาท มูลค่าซื้อชาย 14.36 ล้านบาท
PYLON ลบ 2.61% มาที่ 2.98 บาท ลดลง 0.08 บาท มูลค่าซื้อชาย 0.78 ล้านบาท
SEAFCO ลบ 1.65% มาที่ 2.38 บาท ลดลง 0.04 บาท มูลค่าซื้อชาย 0.17 ล้านบาท
ฝ่ายวิเคราะห์ บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการดำเนินงานของผู้รับเหมา ผ่านค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น (GPM) โดยเฉพาะโครงการที่มีการกำหนดราคาคงที่ และถึงแม้ว่าโครงการของภาครัฐมักจะมีเงื่อนไขการปรับราคาตามสัดส่วนหรือ K-factor แต่ผู้รับเหมาจะต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก่อน 4% จึงจะสามารถส่งผ่านต้นทุนส่วนเพิ่มไปให้กับรัฐบาลได้ ในทางกลับกันโครงการของภาคเอกชนมักมีความยืดหยุ่นมากกว่าในเรื่องของการขอเจรจาแก้ไขสัญญาหรือการส่งผ่านต้นทุนเพิ่มไปให้กับเจ้าของโครงการ
ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลนานหกเดือนเชื่อว่าจะกระทบมาร์จิ้นของผู้รับเหมาไทยที่ฝ่ายวิเคราะห์ศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ แต่เชื่อว่ายังรับมือได้โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนโครงการและความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ คาดว่า บมจ.ช.การช่าง [CK] จะมี GPM หดตัวน้อยกว่าคู่แข่ง เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนโครงการเอกชนสูงกว่าราว 85% ของยอด backlog ณ สิ้นปี 68 ซึ่งเปิดโอกาสให้ส่งผ่านต้นทุนส่วนเพิ่มได้มากกว่า ในขณะที่ STECON ซึ่งมีสัดส่วนโครงการเอกชนราว 53% อาจเผชิญ GPM ลดลงมากกว่า เนื่องจากสัดส่วนงานภาครัฐสูงกว่าและข้อจำกัดด้าน K factor ดังนั้น ภายใต้สมมติฐานที่ GPM ของ CK ลดลง 50bp และ STECON ลดลง 80bp คาดว่ากำไรสุทธิปี 69 จะลดลง 7% และ 15% ตามลำดับ
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ระบุด้วยว่า แม้ว่าผู้รับเหมาจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาวัสดุก่อสร้างและค่าจ้างผู้รับเหมาช่วงที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบมากกว่า ดังนั้น เมื่อรวมผลกระทบโดยตรงต่อ GPM และผลกระทบทางอ้อมจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คาดว่ากำไรสุทธิปี 69 ของ CK และ STECON น่าจะลดลงประมาณ 12% และ 25% ตามลำดับ ซึ่ง STECON จะได้รับผลกระทบมากกว่าเนื่องจากมีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนน้อยกว่าและมีสัดส่วนงานก่อสร้างของภาครัฐมากกว่า
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่าการประเมินมูลค่าในปัจจุบันสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว จึงยังแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเลือก CK เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากบริษัทน่าจะมีกำไรแข็งแกร่งกว่าและสามารถส่งผ่านต้นทุนเพิ่มได้ดีกว่าคู่แข่ง อย่างไรก็ตาม มองว่าปัจจัยบวกระยะสั้นมีจำกัด เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด
ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิด downside risk คือราคาน้ำมันที่ทรงตัวระดับสูง, ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งความไม่แน่นอนทาง การเมือง ขณะที่ปัจจัยบวก คือ การที่ความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย, ราคาน้ำมันลดลง และการเปิดตัวโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มี.ค. 69)





