
ข้อมูลจาก GasBuddy ระบุว่า ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินขายปลีกทั่วสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน ณ เวลา 17.20 น. ของวันอังคาร (5 พ.ค.) ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐฯ โดยเป็นการปรับตัวสูงเกินระดับ 4.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2565
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมีสาเหตุมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งยังคงกระทบการขนส่งน้ำมันปริมาณมากของโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน ความกังวลว่าการขนส่งในอ่าวเปอร์เซียจะหยุดชะงักยืดเยื้อ ได้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของโลกพุ่งขึ้นแล้ว 58% นับตั้งแต่เกิดสงคราม
ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ได้พุ่งทะลุระดับ 4 ดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นระดับที่เคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อเดือนส.ค. 2565 หลังรัสเซียบุกยูเครน โดยรัฐแคลิฟอร์เนียยังคงมีราคาน้ำมันหน้าปั๊มเฉลี่ยสูงที่สุดในประเทศ อยู่ที่ 6.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน
การปรับขึ้นของราคาน้ำมันกำลังสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และพรรครีพับลิกัน ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพ.ย. โดยเฉพาะในช่วงที่วันหยุด Memorial Day กำลังจะมาถึง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลเดินทางในช่วงฤดูร้อน
นักวิเคราะห์มองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทะลุระดับสูงสุดเดิมได้
นักวิเคราะห์ของ GasBuddy ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันและเบนซินปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งปัญหาในกระบวนการกลั่นน้ำมันยังเป็นอีกปัจจัยที่หนุนให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นมากยิ่งขึ้น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)





