“ศุภจี” รุกเจรจา USTR เร่งสรุปดีลความตกลงการค้าต่างตอบแทน ลดแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้า และสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การลงทุน อีกทั้งลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย

นางศุภจี กล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการ และยังไม่สามารถผลิตได้เอง โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม รวมทั้งแจ้งถึงแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ไทยได้ใช้โอกาสนี้ ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่น และความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป

สำหรับประเด็นเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน นางศุภจี ได้ชี้แจงฝ่ายสหรัฐฯ ว่า ไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งได้แสดงความสนใจและขอให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน

ส่วนในด้านกรอบเวลานั้น ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมาย คือการสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ อีกทั้งลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมชี้แจง และตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13-14 พ.ค. 69 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทยด้วย

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ยังได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ

โดยทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว พร้อมกันนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม

นางศุภจี กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้น และเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ ในปี 68 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวม 93,651 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมสินค้าสำคัญ เช่น คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)