
ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันพฤหัสบดี (7 พ.ค.) ว่า มาตรการภาษีศุลกากรใหม่ทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ส่งผลให้ภาษีนำเข้า 10% ที่เรียกเก็บกับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ เป็นโมฆะ
ศาลระบุว่า มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 2517 อนุญาตให้ใช้มาตรการภาษีได้เฉพาะในกรณีที่เกิดภาวะขาดดุลการชำระเงินที่รุนแรงและมีนัยสำคัญเท่านั้น
อย่างไรก็ดี สำนักงานของแดน เรย์ฟิลด์ อัยการสูงสุดรัฐโอเรกอน ระบุในแถลงการณ์ว่า ปัจจุบันไม่ได้เกิดสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า การขาดดุลการค้าไม่ใช่การขาดดุลการชำระเงิน พร้อมอ้างคำตัดสินของศาลที่ระบุว่า คำประกาศมาตรการภาษีของประธานาธิบดีไม่มีผลทางกฎหมาย และภาษีที่เรียกเก็บจากโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้อ้างกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ปี 2520 เพื่อใช้มาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบคลุมทั่วโลกในเดือนเม.ย. 2568 อย่างไรก็ตาม ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนก.พ. ว่า มาตรการภาษีทั่วโลกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมา ทรัมป์ได้หันมาใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 2517 แทน และประกาศเก็บภาษีตามมูลค่าจริง (ad valorem duty) ในอัตรา 10% กับ “สินค้าทุกประเภทที่นำเข้าสหรัฐฯ” โดยให้เหตุผลว่าเป็นการตอบโต้ต่อภาวะขาดดุลการค้า
มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในวันที่ 24 ก.พ. 2569 และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 24 ก.ค. 2569 เวลา 00.01 น. เว้นแต่จะถูก “ระงับ แก้ไข หรือยกเลิกก่อนกำหนด” หรือ “ขยายระยะเวลาโดยรัฐสภาสหรัฐฯ”
ภายหลังการประกาศมาตรการภาษีใหม่ทั่วโลกดังกล่าว กลุ่มพันธมิตรจาก 24 รัฐของสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลในเดือนมี.ค. 2569
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)




