
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC INDEX) เดือน เม.ย. 69 ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วง 24-30 เม.ย. 69 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 42.2 ลดลงจากเดือนมี.ค. 69 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 43.3
โดยผู้ประกอบการภาคธุรกิจ มองสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมในจังหวัดของตัวเองแย่ลง โดยเฉพาะการบริโภค และการลงทุน ที่ชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว แม้จะมีต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยช่วงเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่จะพบว่าในส่วนของนักท่องเที่ยวไทยชะลอตัวลง เนื่องจากกังวลปัญหาค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากราคาน้ำมันแพง และอาจจะขาดแคลน จากผลกระทบของสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
“ดัชนีเชื่อมั่นหอการค้าฯ เดือนเม.ย. อยู่ที่ 42.2 จุด ลดลง 1 จุด จากเดือนมี.ค. ซึ่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และอนาคต ยังมีต่อเนื่อง” นายวชิร กล่าว
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ในแต่ละภูมิภาค เป็นดังนี้
– กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 43.7 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 44.6
– ภาคกลาง อยู่ที่ 42.4 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.5
– ภาคตะวันออก อยู่ที่ 47.2 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 48.1
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 39.3 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 40.7
– ภาคเหนือ อยู่ที่ 43.2 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 44.4
– ภาคใต้ อยู่ที่ 42.1 ลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 43.0
ปัจจัยด้านลบ ได้แก่
– ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกได้ปรับตัวราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
– สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 จะขยายตัว 1.6% เนื่องจากได้รับผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน
– คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้คงอัตราการขยายตัว GDP ของไทยในปี 69 ไว้เท่าเดิมที่ 1.5% แต่ในปี 70 ได้ปรับลด GDP ลงเหลือ 2.0% จากที่เคยคาดไว้ 2.3%
– ภาคธุรกิจมีความกังวลกับต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาทิ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และปุ๋ยทางการเกษตร
– ราคาข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มากนัก มีผลต่อกำลังซื้อในบางพื้นที่ต่างจังหวัดในระยะนี้
– ราคาน้ำมันขายปลีกแก๊สโซฮอล ออกเทน 91 (E10) และแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 ในประเทศ ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.40 บาท/ลิตร จากเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ระดับ 42.08 และ 42.45 บาท/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลขายปลีก ปรับตัวลดลง 0.54 บาท/ลิตรจากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 40.20 บาท/ลิตร ณ สิ้นเดือน เม.ย. 69
– เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 32.294 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 69 เป็น 32.347 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือน เม.ย. 69 จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ซึ่งกดดันเงินบาท และสกุลภูมิภาคเอเชียอื่นให้อ่อนค่าลงตาม
– ปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อภาคของการจ้างแรงงานที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการปลดออก เพื่อประคองต้นทุนของธุรกิจต่อไป
– ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน และอาจทำให้การท่องเที่ยวในบางพื้นที่ชะลอตัวลง และกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
ปัจจัยด้านบวก ได้แก่
– ความคาดหวังต่อนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงเสถียรภาพและทิศทางทางการเมือง
– กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง
– การส่งออกของไทยเดือน มี.ค. 69 ขยายตัว 18.67% มูลค่าอยู่ที่ 35,157.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการนำเข้าเพิ่มขึ้น 35.73% มีมูลค่าอยู่ที่ 38,496.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าอยู่ที่ 3,339.50 ล้านดอลลาร์
– นักท่องเที่ยวกลุ่มจีน และรวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล (Long haul) ฟื้นตัวด้านการเดินทางเช่นกันจากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวตลาดยุโรป และอเมริกาโดยเฉพาะจากเทศกาลวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์
– SET Index เดือน เม.ย. 69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 45.55 จุด จาก 1,448.14 ณ สิ้นเดือน มี.ค. 69 เป็น 1,493.69 ณ สิ้นเดือน เม.ย. 69
แนวทางการดำเนินการในการแก้ไขปัญหา
1. แนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงาน และค่าไฟฟ้า ทำให้ภาคธุรกิจกังวลเรื่องการปรับตัวของค่า Ft และราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต
2. การบริหารจัดการนำเพื่อรับมือภัยแล้ง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่ไม่เพียงพอต่อการจัดสรรน้ำให้ทั้งภาคการผลิตและการเกษตร
3. แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ให้กลับมาฟื้นตัว
4. กำหนดทิศทางนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนใหม่ของนักลงทุนต่างชาติ
5. มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน และหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ประชาชนกลับมามีกำลังซื้อและเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงที่ผ่านมาไม่คึกคักเท่าที่ควร ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น
6. การยกระดับแรงงานทักษะสูง ให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน
7. การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
8. ลดอัตราดอกเบี้ย และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยในส่วนของผู้ประกอบการจะรับรู้ได้เร็วกว่าในส่วนของผู้บริโภค เพราะเผชิญกับสต็อกสินค้าที่ลดลง, ราคาต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น ซึ่งทำให้ในส่วนของการลงทุน และการบริโภคจะยังไม่โดดเด่นมากนัก
“ภาคธุรกิจจะรับรู้ได้ก่อน จากยอดขายที่ลดลง ต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ในขณะที่ประชาชน หรือผู้บริโภคอาจจะรับรู้ช้ากว่า เพราะในส่วนของเงินเดือนยังได้เท่าเดิม การจ้างงานยังคงเดิม” นายธนวรรธน์ ระบุ
ส่วนที่ยังได้รับผลกระทบไม่ชัดเจนในเดือนเม.ย. คือ การส่งออก เพราะยังสามารถขยายตัวได้ เนื่องจากทั่วโลกยังถูกเรียกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ ในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เชื่อว่าจะยังสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นมองว่า ภาคบริการน่าจะยังเป็นตัวช่วยประคองเศรษฐกิจไทยได้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)





