PSP กำไร Q1/69 โตแตะ 265 ลบ.สวนทางรายได้ เร่งเครื่องแผน JUMP+ ปักหมุดอัพสู่พันล้านปี 71

นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ [PSP] เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีรายได้รวม 3,264.45 ล้านบาท ลดลง 6.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้และปริมาณขายที่ลดลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อของสินค้ากลุ่มน้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil) อีกทั้งได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และการส่งออกไปที่ประเทศพม่า

ขณะที่กำไรสุทธิ 265.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 264.50 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการรักษาระดับการทำกำไรและขยายอัตรากำไรท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง โดยความสามารถในการทำอัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นจาก 14.56% เป็น 15.05% และอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 7.55% เป็น 8.14%

“ในไตรมาสแรกปีนี้ รายได้จากการขายของ PSP อยู่ที่ 3,098.02 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายปรับตัวลดลงเล็กน้อยทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากการชะลอคำสั่งซื้อของลูกค้าในกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil) รวมทั้งบางส่วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในบางพื้นที่ชายแดนและตลาดส่งออกในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี โดยอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและระดับสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้ต้นทุนวัตถุดิบที่แข่งขันได้ ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 265.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.45% เมื่อเทียบกับ 264.50 ล้านบาท ในไตรมาสแรกของปีก่อน และเติบโต 129.39% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า” นายเสกสรร กล่าว

ขณะเดียวกัน รายได้จากการให้บริการของ PSP เพิ่มขึ้น 6.31% เป็น 166.42 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้บริการกำจัดของเสียของ บริษัท รีไซเคิลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (RE) ภายหลังการเข้าถือหุ้น 100% เปลี่ยนสภาพการลงทุนจากบริษัทร่วมค้ามาเป็นบริษัทย่อยตั้งแต่ปี 2568 นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา PSP ได้ดำเนินการเข้าลงทุนเพิ่มเติมใน บริษัท วอทส์เอ็ก (ประเทศไทย) จำกัด (WhatsEGG) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม E-Commerce ซื้อ–ขายชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน EggMall โดยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 30.00% เป็น 75.00% ผ่าน บริษัท พี.เอส.พี. เวนเจอร์ส จำกัด ส่งผลให้ WhatsEGG เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทย่อยอย่างเป็นทางการ สอดคล้องกับกลยุทธ์การต่อยอดธุรกิจหลักด้วยการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์

สำหรับแนวโน้มตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในเอเชีย จากการคาดการณ์ของ Kline ASEAN Market Research ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในภูมิภาคเอเชียยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 2.4% ต่อปี ขณะที่ตลาดในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 2.5% ต่อปี โดยความต้องการใช้น้ำมันหล่อลื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมและยานยนต์คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 1.5% ต่อปี รวมถึงกลุ่มจาระบี 1.6% น้ำมันผสมยาง 3.3% และน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า 2.3% ต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจในฐานะฐานการผลิตทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการจัดหาแหล่งผลิตใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ PSP เตรียมความพร้อมรองรับ

ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 รถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมในประเทศไทยมี 1,172,887 คัน เพิ่มขึ้น 10.7% จากสิ้นปี 2568 โดยรถยนต์ไฮบริดยังเป็นสัดส่วนหลักที่ 62.9% ซึ่งใช้น้ำมันหล่อลื่นใกล้เคียงรถยนต์ทั่วไป ขณะที่ BEV เปิดโอกาสใหม่ให้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง อาทิ ของเหลวระบายความร้อนแบตเตอรี น้ำมันเกียร์และน้ำมันเบรกสำหรับ EV รวมถึงจาระบีเฉพาะชิ้นส่วน ซึ่ง PSP ได้เตรียมพร้อมผ่านการพัฒนาห้องปฏิบัติการและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับกลยุทธ์ Specialized Creation ของบริษัทฯ

นายเสกสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกถือเป็นการเริ่มต้นปีที่ดี ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อแผน JUMP+ Plan ปี 2569–2571 ที่ PSP ได้ประกาศไว้กับตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้าผลักดันกำไรสุทธิแตะ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 ต่อยอดจากสถิติสูงสุดใหม่ที่ 853.5 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ 3 เสาหลัก ได้แก่ การรักษาความเป็นผู้นำตลาดน้ำมันหล่อลื่นในประเทศควบคู่กับการขยายรายได้จากการส่งออก การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าเพิ่ม และการขยายธุรกิจผ่านการควบรวม ร่วมทุน และลงทุนเชิงกลยุทธ์ในกลุ่ม New S-Curve ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงาน และการดูแลสุขภาพ

ในด้านการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน (ESG) PSP ยังคงเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตอย่างยั่งยืน และยืนหนึ่งในอุตสาหกรรมสีเขียว” โดยในปี 2568 ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ในระดับ “A” และคะแนนบรรษัทภิบาลระดับ 5 ดาว (Excellent CGR) ขณะที่ในปี 2569 บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่การประเมินมาตรฐานระดับสากลอย่าง FTSE Russell ESG Scores ควบคู่กับการกำหนดเป้าหมาย Zero Landfill ภายในปี 2572 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 พร้อมทั้งจัดโครงการ PSP x AI Hackathon 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานพัฒนานวัตกรรมการประยุกต์ใช้ AI ภายในองค์กร ขับเคลื่อน PSP สู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมในอนาคตอย่างยั่งยืน

“ภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และความผันผวนของราคาน้ำมัน PSP ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างรอบคอบและการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อพร้อมปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องและบรรลุเป้าหมายในการสร้างกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2569 ต่อเนื่องบนเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายเสกสรร กล่าวสรุป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)

ข่าวล่าสุด