
นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท [NEO] เปิดเผยว่า สำหรับปี 69 NEO ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “ปั้นพอร์ตแกร่ง” (Strengthening Portfolio) ผ่านการพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ที่สอดรับกับเทรนด์ Wellness & Longevity การปรับปรุงสินค้าเดิมให้ทันสมัย รวมถึงการบุกเบิกหมวดหมู่ใหม่ที่ยังไม่มีผู้เล่นตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจน (Unmet Needs) เพื่อสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ “ยกระดับช่องทางการจัดจำหน่าย” (Scaling Up Distribution Channels) เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้ง Modern Trade, E-commerce, Social Commerce รวมถึงการขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและต่างประเทศ
“NEO ไม่ได้มุ่งเพียงการเติบโตทางธุรกิจ แต่ต้องการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ผู้บริโภคในทุกวัน เราจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมที่เข้าใจผู้คน ขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่องทาง และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน” นายสุทธิเดช กล่าว
สำหรับโครงการขยายโรงงานกลุ่มHousehold เฟส 1 มีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% และคาดว่าโรงงานจะพร้อมเริ่มเปิดใช้ดำเนินการได้ภายในไตรมาส 4/69 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้ประมาณ 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน รองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต
ขณะที่ NEO แจ้งผลประกอบการ ไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 95.38 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.32 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 256.1 ล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 0.85 บาท
นายสุทธิเดช กล่าวว่า ในไตรมาสแรกของปี 69 แม้เศรษฐกิจโลกและภูมิภาคยังเผชิญความท้าทาย ทั้งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อ และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งผลต่อต้นทุนและกำลังซื้อผู้บริโภค แต่ NEO ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จากการศึกษาพฤติกรรมและถอดรหัส ‘Unmet Needs’ ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”
ผลประกอบการไตรมาส 1/69 NEO มียอดขายรวม 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) พร้อมสร้างการเติบโตทางมูลค่าตลาด 16.6% สูงกว่าภาพรวมตลาด FMCG ถึง 8 เท่า โดยยอดขายได้รับแรงหนุนจากการเติบโตในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนที่เติบโต 23.1% YoYและกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลที่เติบโต 8.7% YoY ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 37.9% เพิ่มขึ้น 2% (200 Basis Points) จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากการบริหารต้นทุนการผลิตต่อหน่วยอย่างมีประสิทธิภาพ
NEO ยังคงขยายส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปี 69 โดยมีผลงานโดดเด่นในหลายหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล: ผลิตภัณฑ์โรลออนเติบโต 6% สวนทางกับตลาดรวมที่โตเพียง 0.2% ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำเติบโตสูงถึง 12% เทียบกับตลาดที่โต 4% ส่งผลให้ NEO ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของตลาดในไตรมาสแรกของปี 69 ได้สำเร็จ และผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 22% ส่งผลให้ NEO ขยับอันดับจาก10 ขึ้นมาเป็นอันดับ 9 และยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน: ผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำเติบโต 26% สูงกว่าตลาดที่โต 13% ได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 30.3% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเติบโต 17%สูงกว่าตลาดที่โตเพียง 3% ส่งผลให้ NEO สามารถขยับขึ้นมาติด Top 3 ของตลาดได้สำเร็จในไตรมาสนี้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตในไตรมาสนี้ คือกลยุทธ์เชิงรุกในการเปิดตัวสินค้าใหม่ (NPD : New Product Development) ที่โดนใจผู้บริโภค เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันตั้งแต่ต้นปี และเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตผลิตภัณฑ์ตลอดปี 2569
ขยายขอบเขตความสำเร็จ (Expand Horizon) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค อาทิ BeNice Tokyo Ichigo Series ที่ผสานสกินบูสเตอร์จากเฟรชเซลล์สตรอว์เบอร์รีและเบบี้คอลลาเจน รวมถึงผลิตภัณฑ์ตามฤดูกาลอย่าง BeNice Mango Sticky Rice ครีมอาบน้ำกลิ่นข้าวเหนียวมะม่วงน้ำกะทิ ที่ร่วมกับ “แม่วารี” เพื่อสร้างสีสันให้ตลาดช่วงซัมเมอร์ ขณะที่ Fineline Cool Fresh นำนวัตกรรม Cool Tech มาต่อยอดสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนจัดของประเทศไทย
ต่อยอดความสำเร็จ (Extend Our Success) ผ่านการขยาย SKU ใหม่ในแบรนด์เดิม โดย D-nee Kids เปิดตัวโรลออนสำหรับเด็ก นอกจากนี้ D-nee Deluxe นำเสนอผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นสำหรับผู้สูงวัย เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Silver Age ขณะที่ LovliTails รุกตลาด Pet Humanization ด้วยผลิตภัณฑ์ก้านไม้หอมสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly Diffuser)
กลยุทธ์ Brand Collaboration เพื่อสร้างสีสันให้แบรนด์และกระตุ้นยอดขาย ผ่านการจับมือระหว่างแบรนด์ อาทิ D-nee Kids กับ Jolly Bear และ D-nee กับแบรนด์วัยรุ่นสุดฮิตจากเกาหลีอย่าง Wiggle Wiggle
ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจและต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง NEO ได้ปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาซัพพลายเออร์ทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบและลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน การบริหารผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการผลิตสินค้าที่ขายดี และชะลอการเปิดตัวสินค้าใหม่บางรายการเพื่อรอเวลาที่เหมาะสม บริหารจัดการค่าใช้จ่ายภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ การพิจารณาปรับใช้โปรโมชันและกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะสมกับสภาพตลาด ขยายศักยภาพการเติบโต รองรับตลาดในและต่างประเทศ
NEO ยังคงมุ่งขยายโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ซึ่งประสบความสำเร็จจากการใช้แพลตฟอร์ม TikTok Shop การทำLive Streaming และ Affiliate Marketing ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์ของ D-nee ในเวียดนามเติบโตสูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 เท่า สะท้อนศักยภาพของ Social Commerce ในตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทมีแผนนำผลิตภัณฑ์ BeNice เข้าสู่ตลาดเวียดนามเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)





