
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เปิดเผยในวันนี้ (13 พ.ค.) ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นจากระดับ 0.75% ในปัจจุบัน สู่ระดับ 2% ภายในสิ้นปี 2570 โดยมองว่าอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้
OECD ระบุว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การเติบโตของค่าจ้างที่แข็งแกร่ง และเศรษฐกิจที่เข้าใกล้ระดับศักยภาพ เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ BOJ เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้นก่อนการประชุม BOJ ในเดือนมิ.ย.
รายงานของ OECD ระบุว่า ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนผ่านจากภาวะเงินเฟ้อต่ำใกล้ศูนย์ที่ดำเนินมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ไปสู่เศรษฐกิจที่ราคาสินค้าและค่าจ้างเพิ่มขึ้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศ
OECD ยังมองว่า แม้ BOJ จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่อัตราดอกเบี้ยควรได้รับการปรับขึ้นต่อ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อและการเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม มาเธียส คอร์มันน์ เลขาธิการ OECD ระบุว่า องค์กรไม่ได้มองว่า BOJ ดำเนินนโยบายล่าช้าจนตามสถานการณ์ไม่ทัน โดยการคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบ และแนวโน้มค่าจ้างยังปรับตัวดีขึ้น
ในด้านนโยบายการคลัง คอร์มันน์เรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมเป็นประจำ และควรใช้มาตรการดังกล่าวเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญผลกระทบที่รุนแรงเท่านั้น
นอกจากนี้ OECD ยังย้ำข้อเสนอเดิมให้ญี่ปุ่นทยอยปรับขึ้นภาษีการบริโภค ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 10% และยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิก OECD อื่น ๆ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)





