
นายพลแสง แซ่เบ๊ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.โรแยล พลัส [PLUS] เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าทิศทางผลประกอบการในไตรมาส 2/69 จะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มกลับมาทำกำไร จากการเข้าสู่ช่วง High Season ของหลายภูมิภาคหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและเอเชีย รวมถึงทยอยรับรู้รายได้คำสั่งซื้อที่เลื่อนส่งมอบจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิต Aseptic & Warm-fill ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรให้เติบโตแข็งแกร่งขึ้น
ทั้งนี้ PLUS เปิดผลประกอบการไตรมาส 1/69 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 36 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 44.1 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนขายและต้นทุนในการจัดจำหน่ายปรับตัวลดลง ส่งผลให้สัดส่วนขาดทุนสุทธิลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน
บริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 272.4 ล้านบาท ลดลง 5.6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แบ่งออกเป็นรายได้จากการขายเท่ากับ 266.1 ล้านบาท, รายได้อื่นเท่ากับ 0.9 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิเท่ากับ 5.4 ล้านบาท สำหรับรายได้จากการขายมีสัดส่วนลดลง 7.0% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของยอดขายในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนค่าครองชีพของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น กำลังซื้อชะลอตัวลง รวมถึงมาตรการด้านแรงงาน และการควบคุมผู้อพยพในสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและความเชื่อมั่นในการบริโภคในบางพื้นที่
ขณะเดียวกัน ยอดขายในทวีปเอเชียปรับตัวลดลงจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมเมล็ดเจีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความนิยมกับผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมะพร้าวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าในกลุ่มดังกล่าวชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ยอดขายในตะวันออกกลางยังคงสามารถเติบโตได้ แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้การส่งมอบสินค้าบางส่วนเลื่อนออกไป และทยอยรับรู้รายได้ในไตรมาสถัดไป
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมบริหารจัดการกับลูกค้าและพันธมิตรด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการส่งมอบสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
“แม้ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และกำลังซื้อในหลายประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ PLUS ยังคงสามารถขยายฐานลูกค้าและสร้างการเติบโตในตลาดใหม่ได้อย่างโดดเด่น สะท้อนความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การกระจายตลาดในระดับสากล โดยเฉพาะทวีปโอเชียเนียที่มียอดขายเติบโตสูงถึง 405.3% จากการขยายคำสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ในภูมิภาค ตามด้วยตะวันออกกลางเติบโต 78.6% แอฟริกาเติบโต 26.3% และประเทศไทยเติบโต 23.1% จากการรุกขยายช่องทางจัดจำหน่ายและกระแสความนิยมของผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งทั่วโลก” นายพลแสง กล่าว
ล่าสุด PLUS ยังประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการรุกตลาดจีน หลังบรรลุข้อตกลงเชิงกลยุทธ์กับ PetroChina บริษัทพลังงานระดับ Global Fortune 500 เพื่อนำผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวแท้จากประเทศไทยเข้าวางจำหน่ายในเครือข่ายค้าปลีกของ PetroChina และร้านสะดวกซื้อ uSmile โดยเริ่มขยายการกระจายสินค้าเข้าสู่ 3 มณฑลใหญ่ในประเทศจีน ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายฐานผู้บริโภคในตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยในไตรมาส 2/69 บริษัทฯ เตรียมเริ่มกระบวนการผลิตและส่งออกล็อตแรก เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ในมณฑลหลักของประเทศจีน มุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและ Natural Healthy Beverage ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดจีน
“การได้รับความไว้วางใจจากบริษัทระดับโลกอย่าง PetroChina ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ PLUS และสะท้อนถึงมาตรฐานการผลิตรวมถึงคุณภาพสินค้าของไทยในระดับสากล ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย แต่เป็นการต่อยอดศักยภาพของระบบ Logistics และ Retail Network ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของจีน เพื่อผลักดันน้ำมะพร้าวไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น” นายพลแสง กล่าว
สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง PLUS เตรียมทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้กลุ่ม Functional Beverage เพื่อสร้างสีสันและขยายฐานผู้บริโภคเพิ่มเติม พร้อมมุ่งยกระดับศักยภาพการผลิต การบริหารต้นทุน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในตลาดเครื่องดื่มระดับโลกต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)





